อัมพวา ตลาดน้ำอัมพวา และที่พักอัมพวา พร้อมด้วยนานาสาระมากมายกับ AmphawaGuide.com™
  • facebook

ในวันลอยกระทงที่กำลังจะมาถึงของปีนี้ ขอแนะนำสถานที่ที่ลอยกระทงที่น่าสนใจกันดีกว่า หากในปีที่ผ่านมา หลายๆคนคงเคยได้ข่าวกับที่อัมพวามาบ้างว่ามีการลอยกระทงกาบกล้วย แล้วมีภาพที่สวยงามเพียงใด หลายๆคนคงเคยได้ชมกันมาแล้ว ส่วนในปีนี้หากหลายๆคนที่พลาดกับการได้ลอยกระทงกาบกล้วยของปีที่แล้ว สามารถมาร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการลอยกระทงกาบกล้ยนับแสนกันที่อุทยาน ร.2 ดีกว่าครับ

งานลอยกระทงปีนี้่จะตรงกับวันที่ 28 พฤศจิกายน 2555 โดยงานนี้จะจัดขึ้นที่อุทยาน ร.2 ใกล้กับตลาดอัมพวา โดยงานนี้จะจัดขึ้นติดต่อกันเป็นหลายปี มีนักท่องเที่ยวมากมายเข้าชมงาน เพื่อเข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการลอยกระทงกาบกล้วยนับแสนใบ นอกจากจะลอยกระทงกาบกล้วยแล้ว ยังมีกิจกรรมอื่นๆอีกมากมายที่อุทยานร.2 เช่น การร่วมรำวงย้อนยุคแบบโบราณ, การร่วมลีลาศรำวงกับวงสุนทราภรณ์ วงใหญ่, การแสดงโขน ยุวศิลปิน จากอุทยาน ร.2, การแสดงการละเล่นของเด็ก, การแสดงหุ่นสาย, ร่วมทอดผ้าป่าทางน้ำ และมหรสพต่างๆอีกมากมายภายในงาน

หากใครยังหาสถานที่ลอยกระทงในบรรยากาศแบบไทยๆ ในวันลอยกระทงปีนี้ ลองไปเที่ยวที่อัมพวา อุทยาน ร.2 นะครับ เพื่อที่จะสัมผัสกับบรรยากาศการลอยกระทงกาบกล้วย หรือลอยกระทงสายที่หาดูได้ยากมากในสมัยนี้ และหากได้รูปสวยๆอย่างไรอย่าลืมเอามาแชร์กัน แบ่งปันกันดูรูปสวยๆนะครับ

Google+

หลายๆคนตอนนี้ไม่สามารถปฏิเสธได้ว่า Social มาเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตเราไปแล้ว วันนี้ Blog อัมพวาไกด์มีอีกช่องทางมาแนะนำครับ โดยตอนนี้ AmphawaGuide ได้มาเพิ่มเติมอีกที่หนึ่งบนรูปแบบของ Instagram คราวนี้เพื่อนสามารถพบกับ รูปภาพ การ Update แบบสดๆร้อนๆ ถ่ายในสถานที่จริง ที่พัีกอัมพวา โฮมสเตย์อัมพวา รีสอร์ทอัมพวาโดยไปถ่ายจากอัมพวาสถานที่จริงสดๆร้อนๆ มาชมกันในภาพตัวอย่างกันดีกว่าครับ

ลองดู และติดตามกันนะครับ อาจจะมีทั้งรูปที่สวยบ้าง และไม่สวยบ้างก็จะพยายาม Update ให้ได้ชมกันนะครับ แล้วติดตามกันได้นะครับกับ Instagram ของ AmphawaGuide หรือใครไม่ได้ใช้ SmartPhone ก็ติดตามกันได้ผ่านทางหน้าเว็บไซต์โดยเข้าใช้งานได้ที่ http://web.stagram.com/n/amphawaguide   ครับ

แล้วพบกันครับ

Google+

ผมเชื่อว่า หลายๆคนก็ต้องรักบ้านเกิดของตน ช่วงเมื่อวานผมได้อ่านบทความหนึ่งแล้วค่อนข้างประทับใจ ซึ่งเป็นบทความที่มีชื่อว่า”ผืนดินแห่งรักคนแม่กลอง” โดยเนื้อหาเกี่ยวกับเรื่องนี้ก็คงหนีไม่พ้นเรื่องของการเปลี่ยนแปลงและการพัฒนาของแม่กลอง และอัมพวา โดยมีเนื้อหาที่น่าสนใจ ดังนี้ครับ

“แม่กลอง” วันนี้กับความเปลี่ยนแปลงในนามของ “การพัฒนา” เรียกร้องความร่วมมือจากคนแม่กลอง เพื่อรับมือความท้าทายใหม่ที่ก้าวเข้ามา

แม่กลอง” เป็นย่านทำประมงสำคัญมาตั้งแต่อดีต มีคนเชื้อสายจีนเข้ามาตั้งถิ่นฐานจนกลายเป็นชุมชนใหญ่เรียกว่า “เมืองแม่กลอง” มาตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยาตอนต้น จนกลายเป็นย่านการค้าขายของทะเลแห้ง มีเส้นทางติดต่อผ่านคลองสุนัขหอนตัดเข้าคลองมหาชัยทางธนบุรี รวมทั้งตัดเข้าแม่น้ำเจ้าพระยาได้

แม่กลองเป็นพื้นที่อุดมสมบูรณ์ เนื่องจากมีตะกอนดินจากลุ่มน้ำตอนบนมาสะสม จนทำให้พื้นที่มีธาตุอาหารสูง ทั้งในบริเวณที่เป็นน้ำกร่อยและน้ำจืด ขณะที่พื้นที่ย่านสวนมีการไหลเวียนของน้ำที่ขึ้นลง เหมาะแก่การทำสวนยกร่อง ทำให้ถูกบุกเบิกกลายเป็นหนึ่งในย่านเรือกสวนสำคัญบนพื้นที่สามเหลี่ยมปากแม่น้ำเจ้าพระยา ตั้งแต่สวนแถบอัมพวาที่ต่อเนื่องไปถึงย่านบางคนที ในเอกสารและชื่อเรียกเดิมแต่โบราณเรียกย่านนี้ว่า “บางช้าง” และ “บางช้างสวนนอก” เข้าคู่กับ “บางกอกสวนใน”

กระทั่งเปลี่ยนสู่ “จังหวัดสมุทรสงคราม” ยังคงมีประชากรไม่มากนัก และคงความเป็นเรือกสวนตามธรรมชาติได้มากกว่าพื้นที่อื่น ก่อนจะถูกแปลงสภาพแวดล้อมกลายเป็นบ้านเรือนและเมืองในเวลาต่อมา จนกระทั่งในระยะเวลาราวสิบปีที่ผ่านมา พื้นที่จังหวัดสมุทรสงครามเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ผลกระทบจากพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ ทำให้เกิดผลกระทบต่อพื้นที่เรือกสวนและระบบนิเวศแบบผสมผสานที่เปลี่ยนไป

ขณะที่ความนิยมทางการท่องเที่ยวในพื้นที่แม่กลอง ก็เปลี่ยนไปจากการท่องเที่ยวทางนิเวศวัฒนธรรมไปสู่การท่องเที่ยวเชิงปริมาณมากขึ้น ทุนต่างถิ่นที่เข้ามาพร้อมกระแสการท่องเที่ยว ทำให้เกิดการเปลี่ยนมือถือครองที่ดินไปสู่คนนอก “ตลาดอัมพวา” ตลาดน้ำยามเช้าตรู่ตามวิถีเดิมของชาวบ้านตั้งแต่เมื่อ 50-60 ปีก่อน กลายเป็นตลาดน้ำยามเย็นจนถึงค่ำ เพื่อตอบสนองนักท่องเที่ยวที่เข้ามาในวันหยุดราชการ โดยเฉพาะกระแสการนั่งเรือชมหิ่งห้อยกลายเป็นสิ่งดึงดูดนักท่องเที่ยวต่างถิ่นที่ประมาณกันว่า มีจำนวนราว 5 แสนคนต่อปี*

วิถีชีวิตที่มั่งคั่งในความเรียบง่ายของแม่กลองกำลังเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว…รวดเร็วเกินไป

อดีตอันมั่งคั่งแของ”แม่กลอง

แม้จะถือกำเนิดเกิดกายที่เมืองสุพรรณ แต่ย้ายมาปักหลักอยู่ที่แม่กลองตั้งแต่ 9 ขวบจนถึงวัย 62 ปีในวันนี้ สุรจิต ชิรเวทย์ สมาชิกวุฒิสภาจังหวัดสมุทรสงคราม นับตัวเองเป็น “คนแม่กลอง” เต็มขั้น เช่นเดียวกับที่รับบทบาทแกนนำจัดตั้ง “ประชาคมคนรักแม่กลอง”

สว.แม่กลองอธิบายว่า แม่กลองเป็นเมือง 3 น้ำ คือน้ำจืด น้ำกร่อย และน้ำเค็ม ถ้าไล่เรียงการใช้พื้นที่ตั้งแต่ชายทะเลเข้ามาหาฝั่งจะเป็นพื้นที่ปลูกป่าโกงกาง เพื่อเผาถ่าน หากินทางทะเล ทำประมงพื้นบ้านชายฝั่ง ถัดจากแนวนั้นไปก็จะนาเกลือ ซึ่งเป็นส่วนประกอบสำคัญของภูมิปัญญาในวัฒนธรรมอาหาร เพราะไม่ว่าจะเป็นการดองผักดองปลา ทำปลาเค็มน้ำปลากะปิต้องใช้เกลือสมุทรเท่านั้น

ถัดจากแนวน้ำเค็มมาก็เป็นแนวน้ำกร่อย คือ พื้นที่ทำสวนมะพร้าว ถัดจากแนวสวนมะพร้าวไป ก็จะเป็นผลไม้ที่อยู่น้ำกร่อยได้คือ ส้มโอ ถัดจากแนวนี้ไปอีกก็จะเป็นบ่อปลา นาข้าว สวนผัก และ “สวนเตียน” ปลูกพริก หอม กระเทียม ใบยาจืด สวนผลไม้ไม่ว่าจะเป็นมังคุด มะไฟ ลำไย ลิ้นจี่ ทุเรียน ชมพู่มะเหมี่ยม ชมพู่สาแหรก ฯลฯ สวนผสมและวิถีการยังชีพที่พึ่งพิงธรรมชาติคือส่วนผสมของความยั่งยืนและมั่นคง

” สมัยผมเด็กๆ ประมาณ 11 โมงเช้า เรานั่งเรือไปนี่จะหอมทั้งเมือง เพราะทำน้ำตาลมะพร้าวทุกบ้าน เป็นอาชีพที่สุดแสนจะมั่นคงเลย เพราะผลผลิตมันแน่นอนและได้ทุกวัน ปีนึงทำได้ 8-9 เดือน แต่ก่อนเราจะเรียนแค่จบการศึกษาภาคบังคับคือป.6-ป.7 แล้วก็จะออกมาทำสวนกัน ทำสวนคุณมีที่ประมาณ 3 ไร่หรือ 3 ไร่ครึ่ง ปลูกมะพร้าวได้ 70-80 ต้นต่อสวน ซึ่งจะพอดีกับแรงงานในครอบครัว แต่ละวันจะได้น้ำตาลใส 8 ปี๊บ เคี่ยวเป็นน้ำตาลแห้งได้ 1 ปี๊บ…”

…ราวๆ ปีพ.ศ.2517 – 2521 สมัยนั้นผมจบปริญญาตรีได้เงินเดือน 1,340 บาท มาทำงานธนาคารได้ 1,745 บาทบวกเงินช่วยครองชีพ 300 ก็คือสองพันกว่าบาท แต่ชาวสวนจบป.7 ขายน้ำตาลได้ปี๊บละ 150 บาท ทุกวันได้เงินวันละ 150 บาทก็คือเดือนละ 4,500 บาท คิดดูสิมันแสนจะมั่นคง ผมทำแบงค์กรุงไทยที่แม่กลองเป็นสาขาที่เล็กที่สุดในประเทศไทย แต่เป็นสาขาที่มีเงินฝากครบพันล้านบาทเป็นสาขาที่สองในย่านนี้ นี่คือความมั่งคั่งที่แท้จริงของสมุทรสงคราม ข้างบนเป็นสวน ข้างล่างเป็นนาเกลือ นากุ้ง ประมงพื้นบ้าน ประมงพาณิชย์ เป็นเมืองที่มั่งคั่งจนเป็นเมืองที่เสียภาษีต่อหัวเป็นอันดับสองของประเทศรองจากกทม. ณ ตอนนั้น” สว.สมุทรปราการ ย้อนอดีตอันมั่งคั่งของแม่กลอง

ในนามของ “การพัฒนา”

ปัญหาที่เกิดขึ้นกับแม่กลองเริ่มจาก “การพัฒนา” ที่หนีห่างจากวิถีชีวิตที่มั่งคั่งในความพอเพียง สุรจิต มองว่า การสร้างเขื่อนศรีนครินทร์คือจุดเปลี่ยนแรก

“ตอนสร้างเขื่อนศรีนครินทร์ ซึ่งมีอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ที่สุดในประเทศไทยนะ ต้องเก็บน้ำเข้าอ่างอยู่ 3 ปี สวนมะพร้าวแช่น้ำเค็ม 3 ปียืนก็ยืนต้นตาย ตรงนี้เป็นจุดเปลี่ยนวิธีคิดทางวัฒนธรรมของคนแม่กลองเลย เพราะการเป็นชาวสวนกลายเป็นอาชีพที่ไม่มั่นคง พอไม่มั่นคงก็เลยต้องส่งลูกเรียนสูงๆ วิถีการทำมาหากินเปลี่ยนไป แถมพอเรียนสูงความสมถะ ความอดทนก็น้อยลง”

จุดเปลี่ยนครั้งที่สอง คือเมื่อเกิด “ตลาดน้ำยามเย็น” เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยว มีการใช้พื้นที่ถนนมาจัดสรรเป็นร้านค้า เอาทางเดินเท้ามาวางของขาย แบบไร้ระบบโดยไม่มีกติกาสังคมรองรับ กระแสเงินไหลแรงปั่นราคาค่าเช่าที่ดินและร้านรวงสูงขึ้นจากเดือนละ 8,000 บาท กลายเป็น 10,000 – 20,000 บาทต่อเดือนแลกกับการค้าขายช่วงสุดสัปดาห์ 3 วัน สุดท้ายคนในถิ่นก็ถูกเบียดออก หลีกทางให้กับ “คนนอก” ที่ทุนหนากว่ามาใช้พื้นที่

 หมายเหตุ : ข้อมูลบางส่วนจากการเสวนา “คนค่อนศตวรรษ : แม่กลองวิวัฒน์หรือท้องถิ่นวิบัติ” ที่วัดเกตการาม จังหวัดสมุทรสงคราม จัดโดยมูลนิธิเล็ก-ประไพ วิริยะพันธุ์
* ข้อมูลจากมูลนิธิเล็ก-ประไพ วิริยะพันธุ์

 ขอขอบพระคุณที่มาของบทความ : http://www.bangkokbiznews.com/home/detail/life-style/lifestyle/20121010/473557/ผืนดินแห่งรักคนแม่กลอง.html

 

Google+

วันนี้ Blog อัมพวาไกด์ขอนำเสนอความคืบหน้าของกรณีการสร้างชูชัยบุรีศรีอัมพวามาเพิ่มเติมครับ ไม่ขอพูดพร่ำทำเพลง เชิญอ่านกันเลยครับ

เมื่อวันที่ 10 ตุลาคม กรณีนายชูชัย ชัยฤทธิเลิศ เจ้าของร้านเพชรชื่อดัง กล่าวถึงความคืบหน้าโครงการชูชัยบุรีศรีอัมพวา ตั้งอยู่บริเวณตลาดน้ำอัมพวา ถนนเลียบนที ต.อัมพวา อ.อัมพวา จ.สมุทรสงคราม ที่เคยถูกชาวบ้านบางกลุ่มในพื้นที่คัดค้าน กระทั่งมีการประชุมของกลุ่มประชาชนชาวอัมพวา เมื่อวันที่ 2 ตุลาคมที่ผ่านมา โดยที่ประชุมซึ่งมีผู้เข้าร่วมกว่า 300 คน ต่างเห็นด้วยกับโครงการ พร้อมกับนำแบบชูชัยบุรีทั้ง 6 แบบ มาให้ผู้เข้าร่วมประชุมได้เลือกที่จะนำมาเป็นแบบก่อสร้างตามโครงการ โดยกลุ่มลงมติเลือกแบบที่ 5 เป็นลักษณะอาคารที่มีความเป็นไทยมากขึ้น หลังคาทรงเรือนไทย รวมทั้งการปลูกต้นไม้ไว้ด้านหน้าให้มากขึ้นเหมือนลักษณะบ้านริมคลอง โครงการชูชัยบุรีศรีอัมพวาพร้อมจะทุบตึกโรงแรมในโครงการออก 1 ชั้น ให้เหลือ 3 ชั้น และจะบูรณะบ้านไม้เดิมจำนวน 12 หลัง ให้เสร็จก่อนวันที่ 5 ธันวาคมนั้น

นายชูชัยได้กล่าวว่า มีการประชุมกับทีมงานและคุยเรื่องแบบก่อสร้างกับสถาปนิก ขณะนี้ยังไม่สามารถระบุได้ว่า จะทุบตึกและบูรณะบ้านไม้ 12 หลังวันไหน เนื่องจากต้องหาผู้รับเหมาใหม่ ซึ่งผู้รับเหมาเดิมหมดสัญญาลงแล้ว แต่ที่คุยกันคร่าวๆ โครงการชูชัยบุรีเฟสแรกช่วงบริเวณริมน้ำจะมีบ้านไม้ 12 หลัง จะเสร็จใน 6 เดือนนี้ ส่วนตัวโรงแรมที่จะต้องทุบออก 1 ชั้น จะเสร็จภายใน 18 เดือนนับจากนี้

ด้านนายศิริวัฒน์ คันธารส ประชาคมคนรักแม่กลอง กล่าวถึงการปรับปรุงโครงการชูชัยบุรีศรีอัมพวา ที่เคยถูกชาวบ้านบางกลุ่มคัดค้านการก่อสร้างโครงการว่า ได้มีการประชุมของชาวบ้าน โดยมีการลงมติเลือกแบบปรับปรุงการก่อสร้างแบบที่ 5 จากทั้งหมด 6 แบบ วันนั้นตนไม่ได้เข้าร่วมประชุมด้วย แต่ส่วนตัวได้พูดมาตั้งแต่ต้นแล้วว่า สิ่งที่อยากให้มีก็คือ อยากให้เกิดเวทีนี้ตั้งแต่ต้นของโครงการแล้ว อยากให้มีกระบวนการรับฟังความคิดเห็นกันอย่างรอบด้าน มีนักวิชาการให้ข้อคิด มีประชาชนมาช่วยกันให้ข้อเสนอแนะ แต่สิ่งสำคัญที่จะต้องทำร่วมกันตั้งแต่ต้นในกระบวนการการทำโครงการของการพัฒนาแต่ละพื้นที่ ถึงแม้ว่าตัวกฎหมายจะไม่ได้ถูกกำหนดไว้ว่าใครบ้าง ยกเว้นกฎหมายรัฐธรรมนูญที่เขียนไว้ว่าควรจะมีกระบวนการรับฟังความคิดเห็นอย่างทั่วถึง จริงๆ แล้วคำว่าทั่วถึงจะต้องหมายรวมไปถึงคนที่เกี่ยวข้องทั้งหมด ขณะที่กระบวนการพัฒนาการท่องเที่ยวที่เกิดขึ้นแบบไม่มีกระบวนการพูดคุยกันรับฟังความคิดเห็น การใช้ข้อมูลความรู้และหลักวิชาการอย่างรอบด้านจะพัฒนาไปสู่ทิศทางใด

นายศิริวัฒน์กล่าวต่อว่า เรื่องการออกแบบไม่ใช่หน้าที่เรา ซึ่งไม่ได้มีหน้าที่ไปกำหนดว่าจะต้องเป็นแบบใด หน้าที่นี้ควรเป็นของคนที่มีความรู้ด้านนี้ และคนอัมพวาทุกคนมีหน้าที่ที่จะช่วยกันให้ข้อเสนอ แต่ประเด็นสำคัญเราเสนอแนะประเด็นการจัดเวทีประชาคมรับฟังความคิดเห็นรอบด้าน มีโอกาสเห็นข้อมูลรอบด้าน ถ้ามีอะไรเกิดขึ้นแบบใดบ้าง มีผลกระทบอะไรบ้าง จะมีสิ่งเกิดขึ้นอะไรบ้าง เราเสนอแนะไม่ใช่แค่ชูชัยบุรี แต่ได้เสนอแนะทุกกรณีไม่ว่าจะเป็นการทำโรงงานทอผ้า หรือที่อื่นๆจะมาตั้งโรงงานอุตสาหกรรมในพื้นที่ ควรมีการแลกเปลี่ยนข้อมูลอย่างรอบด้าน ทั้งทางวิชาการ ผลกระทบที่เกิดขึ้น และผลประโยชน์ที่จะเกิดขึ้นในพื้นที่ สิ่งนี้คือสิ่งที่ประชาคมคนรักแม่กลองต้องการและอยากให้เกิดขึ้น สําหรับการก่อสร้างนั้นเมื่อทําไปแล้วก็ทําไป

ด้านนายวิสุทธิ์ ณ บางช้าง เลขานุการนายกเทศมนตรี ตำบลอัมพวา และคณะกรรมการผู้ริเริ่มตลาดอัมพวากล่าวว่า ความคิดเห็นการปรับปรุงการก่อสร้าง ทางโครงการยอมที่จะปรับปรุงทุกอย่าง ซึ่งเป็นความเห็นของคนส่วนใหญ่ ถ้าหากเขาทำเพียงแค่นี้ไม่คิดทำเพิ่มเติมโครงการอะไรต่อไปอีก ก็ไม่เสียหายเท่าไร ซึ่งสิ่งที่เสียหายได้เลยผ่านไปแล้วไม่เสียหายไปมากกว่านี้ แต่ถ้าหากจะทำตลาดน้ำแข่งแทนตลาดเก่าที่เป็นอยู่ทุกวันนี้ มันน่ากลัวมาก ยังคาดเดาไม่ได้

“ผมเป็นห่วงมาก เพราะว่ากว่าจะสร้างมาใช้เวลานานกว่าจะมาถึงตรงนี้ได้ แต่จะมีคนมาชุบมือเปิบซึ่งมีตลาดตรงนี้แล้ว และจะย้ายไปอีกที่หนึ่ง เขามีเงินมากกว่าสามารถจะไปเนรมิตอะไรก็ได้ จึงรู้สึกเป็นห่วงความเป็นตลาดน้ำที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติมาก” นายวิสุทธิ์กล่าว

นางอัฉรา วงษ์สมิต ชาวอัมพวา ให้ความคิดเห็นว่า แบบที่ 5 จะเป็นแบบท้าย เท่าที่ดูการปลูกต้นไม้ที่บดบังหมด แต่วันข้างหน้าคิดอยู่คนเดียวว่า ถ้าเขาโชว์อย่างนี้ วันข้างหน้าถ้าเขาไม่ทำ เดี๋ยวคนก็จะลืมสิ่งที่มีต้นไม้ปกคลุม แบบที่ 5 ทั้งโครงสร้างตัวอาคารและวันนี้เขาโชว์ต้นไม้ เขาได้นำต้นไม้มาพลางแล้ว แต่วันข้างหน้าคนไม่ได้นึกถึงในสิ่งที่เขาจะดูแลต่อไป แต่หากวันข้างหน้าไม่มีต้นไม้ แต่จะมีตัวอาคารจะเป็นอย่างไร ขณะนี้กระแสแรงชาวบ้านก็ยกมือให้โครงการชูชัยไป

นางอัฉรากล่าวต่อว่า ในส่วนด้านตลาดถ้าเรามองด้านผู้ค้าจริงๆ ก็ไม่ต้องกลัวอะไร ตลาดอัมพวาน่าจะมีความยั่งยืนกว่านั้น คนที่โวยวายอาจจะมองเพียงด้านผลประโยชน์ ขณะที่โครงการมาถึงขั้นนี้แล้ว ส่วนตลาดของชูชัยบุรีน่าจะเป็นอีกตลาดหนึ่ง ลูกค้าของเขาน่าจะเป็นพรีเมี่ยม เป็นลูกค้าต่างประเทศและลูกค้านำเข้า ขณะที่คนอัมพวาจะมีลูกชิ้นปิ้ง มันทอด แล้วจะนำไปขายในตลาดของโครงการจะเหมาะสมกันหรือไม่ ชูชัยอาจจะให้ไปขาย แต่ถามว่าจะมีคนซื้อของเหล่านี้ไหม รออีกสักระยะหนึ่งแม่ค้าเหล่านี้ก็จะต้องตายไปเอง ทุกอย่างก็จะเป็นอาณาจักรของชูชัยบุรี แต่วันนี้กระแสแรงมาก ขณะนี้จะมีพีอาร์ (ประชาสัมพันธ์) ที่มาลดกระแสลงไป หากมีการขายอย่างที่มองดู คนที่จะเข้าไปขายน่าจะเป็นครกทองสากกะเบือฝังเพชรประมาณนี้ คนอัมพวาไม่มีสิทธิที่จะเข้าไปขายเลยหากดูภาพนี้ วันนี้จึงอยากให้จบลงดี

ขอขอบพระคุณที่มาของข่าวที่นำมาประชาสัมพันธ์ : http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1349927107&grpid=&catid=19&subcatid=1906

Google+

ลานวัฒนธรรมนาคะวะรังค์

สำหรับหลายๆท่านที่เคยได้ไปเที่ยวอัมพวา และได้มีโอกาสเดินเที่ยวจับจ่ายซื้ออาหารรับประทานกันที่ตลาดน้ำอัมพวา และได้มีโอกาสเดินไปเรื่อยๆจนกระทั่งถึงโครงการอัมพวาชัยพัฒนานุรักษ์แล้วจะได้พบกับอาหารไทย และขนมไทยโบราณให้ได้ซื้อหากันเพื่อกลับไปรับประทานที่บ้าน หรือนั่งรับประทานกัน จะพบกับลานอเนกประสงค์ลานหนึ่ง ที่เป็นลานไว้แสดงกิจกรรมต่างๆของนักเรียนจากโรงเรียนต่างๆที่มาแสดงกิจกรรมที่น่าสนใจต่างๆ ลานแห่งนั้นเรียกว่า”ลานวัฒนธรรมนาคะวะรังค์

 

ลานวัฒนธรรม “นาคะวะรังค์” ตั้งอยู่ที่โครงการอัมพวาชัยพัฒนานุรักษ์ ใช้เป็นลานอเนกประสงค์ใช้สำหรับการแสดงกิจกรรมการละเล่นต่างๆ  เป็นลานที่สำหรับแสดงกิจกรรมที่ใช้ในด้านของการส่งเสริมวัฒนธรรมและประเพณีของท้องถิ่นวิถีชีวิตลุ่มแม่น้ำแม่กลองและชุมชนอัมพวา ไม่ว่าจะเป็นการแสดงการแสดงผลงานการจักสานของชาวบ้าน แสดงการทำขนมไทยโบราณต่างๆ การแสดงการละเล่นของเด็กนักเรียนจากโรงเรียนต่างๆ สำหรับที่มาของชื่อลานเอนกประสงค์แห่งนี้ที่มีชื่อว่า “นาคะวะรังค์” นั้น เพื่อเป็นการแสดงถึงเกียรติคุณแก่คุณประยงค์ นาคะวะรังค์ ผู้น้อมเกล้าฯถวายที่ดินที่ก่อให้เกิดประโยชน์แก่ชาวอัมพวาชุมชนอัมพวาและชาวไทยที่รักวิถีชีวิตแห่งความเป็นไทย

หากใครได้มีโอกาสได้เดินเที่ยวตลาดน้ำอัมพวาในช่วงสุดสัปดาห์วันหยุดที่กำลังจะมาถึงนี้ อย่าลืิมไปแวะเวียนเที่ยวชมลานวัฒนธรรมนาคะวะรังค์ เพื่อชมการละเล่นต่างๆ และอุดหนุนอาหารไทย ขนมไทย และของฝากจากชาวอัมพวาไปฝากคนที่บ้านให้ได้ลิ้มลองรสชาดความอร่อยของอาหารอัมพวากัน

Google+

บทความ “การสูญสิ้นทุนทางวัฒนธรรมที่อัมพวา”

ช่วงนี้ทาง Blog AmphawaGuide.com ขอนำเสนอบทความมาให้อ่านอีกครั้งครับ โดยช่วงนี้ทางผมจะพบบทความที่เกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงของอัมพวา อย่างมากมาย ซึ่งแต่ละบทความก็จะมีทัศนะ และความคิดเห็นแตกต่างกันไปเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญของอัมพวา โดยบทความนี้เป็นบทความที่มาจาก Matichon Online  ในคอลัมน์ของ กระแสทรรศน์ โดย ปรีดี พิศภูมิวิถี ในวันที่ 18 กันยายน 2555 ที่ผ่านมา มีเนื้อหาดังนี้ครับ

ช่วงวันหยุดที่ผ่านมาแวะไปอัมพวาตามคำชักชวนของเพื่อนฝูง ใจหนึ่งอยากดูว่าอัมพวาเปลี่ยนแปลงไปมากน้อยเพียงใด หลังจากที่เคยมาเมื่อหลายปีก่อน และยิ่งได้อ่านหนังสือนำเที่ยวที่มักจะ (หลอก) ให้ภาพว่า เมืองนี้ยังคงมีกลิ่นอายของวัฒนธรรมเต็มทั่วคุ้งน้ำ มีการจัดการทางวัฒนธรรมที่ดีเยี่ยม พร้อมภาพประกอบในหนังสือหลายต่อหลายเล่มก็ยิ่งยืนยันว่าอัมพวางดงามตลอดทั้งกลางวันและกลางคืน เพียงเท่านี้ก็ยิ่งเร่งให้อยากไปดูอัมพวามากขึ้นกว่าเดิม

แต่เมื่อได้ไปสัมผัสจริงๆ แล้วกลับมีแต่ความผิดหวังทั้งสิ้น อัมพวายามเสาร์-อาทิตย์เต็มไปด้วยแสงสีและมลพิษทางเสียงที่ไม่น่าไปเที่ยวแม้แต่น้อย จึงน่าใคร่ครวญว่าเกิดอะไรขึ้นกับการจัดการภูมิสังคมวัฒนธรรมที่อัมพวา และคนที่อัมพวาควรมีวิธีการอย่างไรในการดำรงตนอยู่ให้ได้ในช่วงที่กระแสความบ้าตลาดย้อนยุคกำลังเข้าเส้นผู้ที่กระหายเงิน

ปัญหาที่เกิดขึ้นกับเมืองอัมพวา หรือเฉพาะเจาะจงลงไปที่ตลาดน้ำและบริเวณใกล้เคียงมีอยู่มากมาย อย่างที่เห็นเด่นชัดคือระบบการขนส่งและความไร้ระเบียบของการจัดการการค้าขาย ประเภทพ่อค้าแม่ค้าที่ใคร่ขายก็ตั้งวางของมีให้เห็นทุกที่

ผู้เขียนลงเรือข้ามฟากจากวัดบางลี่ใหญ่ ครั้นขึ้นเรือมาก็พบกับพ่อค้าแม่ค้ามากมายทั้งสองฝั่งถนน มีทั้งของกินแบบทั่วๆ ไป และของที่ดูว่าน่าจะเป็นเอกลักษณ์ของอัมพวา แต่สินค้าที่วางขายก็มิได้แปลกตากว่าที่พบเห็นทั่วไปในกรุงเทพฯและตลาดอื่นๆ มีเพียงป้ายโฆษณาว่าเป็นสินค้าจากอัมพวาเท่านั้นที่ทำให้ดูเด่นขึ้นมา คนที่เดินซื้อของสามารถเลือกซื้อได้ทุกอย่าง ทั้งของกิน (ซึ่งก็ไม่ได้มีอะไรแปลก) ข้าวของเครื่องประดับที่มาจากทุกเมืองในประเทศไทย

แม้กระทั่งแป้งทาหน้าจากพม่าก็ยังมี

เดินเบียดเสียดกันข้ามสะพานมาก็เกือบจะแย่ ทำให้คิดได้ว่าสองฝั่งคลองอัมพวาดูน่าจะเป็นที่มีปัญหาในการจัดการมากที่สุด เพราะเมื่อรู้ดีว่าตลาดนี้จะเปิดเฉพาะวันเสาร์-อาทิตย์และวันหยุดนักขัตฤกษ์แล้ว ก็ยังไม่สามารถจัดการเส้นทางเดินภายในได้ง่าย อาจต้องใช้ระบบเดินทางวนทางเดียวเข้ามาช่วยจัดการ

ปัญหาต่อมาคือ พ่อค้าแม่ค้าริมคลองและที่รุกล้ำลงไปในคลอง ซึ่งกลายเป็นว่าจะต้องนั่งรับประทานอาหารที่พื้น โดยมีเรือมากมายลอยลำประกอบอาหารอยู่แล้วลำเลียงส่งให้ลูกค้าทางกระชอนขนาดใหญ่ บรรยากาศเช่นนี้ดูไม่น่าอภิรมย์นัก เพราะไม่ต่างอะไรกับการกินข้างถนนที่มีฝุ่นละออง

อีกประการหนึ่งคือ เรื่องเรือนำชมหิ่งห้อยที่อาจเป็นปัญหาเกี่ยวเนื่องกับบทบาทหน้าที่ของเทศบาลที่ต้องจัดระเบียบให้เรียบร้อยกว่านี้มาก กลับกลายเป็นว่าทุกเย็นเสาร์-อาทิตย์ มีเรือนับร้อยลำจอดรอลูกค้า (นัยว่ามีเรือกว่า 100 ลำ ที่จะใช้เวลาเดินทางท่องเที่ยวรอบละ 1 ชั่วโมง 20 นาที) ท่ามกลางเสียงตะโกนโหวกเหวกริมคลองสลับกับเสียงเร่งเครื่องยนต์ หากเป็นเช่นนี้แล้วจะให้อัมพวาสงบลงได้อย่างไร

ที่จริงผู้เขียนก็เชื่ออยู่ว่าผู้มีอำนาจทั้งหลายที่จัดการเรื่องนี้ต่างเห็นพ้องกันหมดว่า หากความเป็นอัมพวาเช่นนี้หายไป ก็คงทำให้เศรษฐกิจของอัมพวาหมดสิ้นลงแน่

ปัญหาคือทุนทางวัฒนธรรมของอัมพวาอยู่ที่ใด และจะจัดการต่อยอดทุนนั้นได้อย่างไร

ทุนอย่างแรกที่น่าจะมองข้ามกันไปหรือเอาเข้าจริงก็คือไม่จำเป็นต้องใส่ใจ คือ ระบบคลองและแหล่งน้ำ

เพราะทุกครั้งที่มีการประกาศโฆษณาท่องเที่ยวตลาดอัมพวา ไม่เคยมีใครยกเรื่องคลองเข้ามาเป็นจุดขายลำดับแรก อย่างดีก็บอกเพียงว่าอัมพวามีคลองไว้ดูหิ่งห้อย

หิ่งห้อยและเรือจึงกลายเป็นจุดขายมากกว่าคลองทั้งหมด

แต่ควรหวนระลึกด้วยว่าที่ราบลุ่มแถบ “สวนนอก” ที่เคยอุดมสมบูรณ์มาแต่ครั้งต้นกรุงรัตนโกสินทร์เป็นอย่างไร ลำคลองจึงมิใช่เพียงเพื่อลอยลำเร่ขายสินค้า การที่ล่องเรือเพื่อเข้าไปดูหิ่งห้อยในลำคลองจึงมิเพียงพอที่จะรู้จักว่าระบบการจัดการน้ำของชุมชนทำอย่างไร สวนผลไม้ต่างๆ ที่มีชื่อเสียงของอัมพวาดำรงอยู่ได้ด้วยเหตุผลเดียว คือ การจัดระบบน้ำให้ทั่วถึงและระบายออกอย่างรวดเร็ว ซ้ำการที่มีเรือวิ่งเข้า-ออกกว่า 100 ลำ ก็ยังไม่มีใครสนใจศึกษาว่าระบบนิเวศที่มีอยู่เป็นอย่างไร ตลิ่งถูกกัดเซาะหรือไม่

ต้นทุนอย่างที่สองคงเป็นทุนทางวัฒนธรรมของอัมพวา ที่ริมคลองอัมพวามีห้องพิพิธภัณฑ์วิถีชีวิตคนอัมพวาจัดแสดงในห้องเล็กๆ มีเรือโบราณจัดแขวนแสดงที่ผนังด้านนอก ส่วนข้างในมีข้าวของเครื่องใช้ของคนรุ่นเก่าจัดแสดงอยู่มากมาย แต่น้อยคนนักที่จะเดินเข้าไปชม เพราะทั้งหมดต่างมุ่งหน้าไปหาของรับประทานริมตลิ่ง หรือยืนฟังเสียงเพลงคาราโอเกะที่มีบริการแทน

คนที่มาเที่ยวไม่รู้เลยว่าบ้านเรือนของคนอัมพวาแบบเดิมเป็นอย่างไร มีอาชีพอะไรบ้างที่คนรุ่นเก่าดำเนินกิจการกันสืบต่อมาจนปัจจุบัน ซ้ำไม่รู้ด้วยว่าคนอัมพวาที่มีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักในท้องถิ่นหรือระดับประเทศมีใครบ้าง ข้อมูลเหล่านี้ควรที่เทศบาลเองน่าจะเป็นผู้ที่รับผิดชอบจัดหาให้เป็นความรู้บริการแก่สาธารณะ จะได้บอกได้อย่างเต็มปากเต็มคำว่า คนอัมพวามีเชื้อสายเหล่าก่อสืบขึ้นไปได้ย้อนหลังหลายชั่วคน

ต้นทุนที่สามคงเป็นต้นทุนทางความคิดและความพยายามในการอนุรักษ์ มากกว่าที่จะเห็นแก่การขายของได้ เพราะสินค้าบรรดาที่รับซื้อมาจากกรุงเทพฯหรือเมืองต่างๆ แล้วมาขายที่อัมพวา ก็ไม่ควรจะมีอยู่อีกต่อไป อันแสดงว่าความคิดในเรื่องต้นทุนทางวัฒนธรรมกำลังตีบตัน กลุ่มชาวบ้านที่อัมพวาหรือนักวิชาการท้องถิ่นควรให้ความร่วมมือในการจัดสรรพื้นที่เรียนรู้ชุมชนขึ้น

มีใครลองถามชาวบ้านหรือไม่ว่าของกินแบบเดิมๆ ขนมแบบเดิมที่ใช้มะพร้าวในสวน รวมทั้งอาหารต่างๆ หายไปไหนหมด

หากจะว่ากันตามจริงแล้ว หลายคนเห็นด้วยว่าวัฒนธรรมเช่นที่อัมพวานี้เอง เป็นแหล่งรวมวัฒนธรรมที่หลากหลายและก็น่าจะนับว่าเป็นเสน่ห์ของอัมพวาได้อย่างหนึ่ง แต่วัฒนธรรมหรือประเพณีเช่นนี้มีข้อดีข้อด้อยอย่างไร

ผู้เขียนไม่เชื่อว่าลักษณะวัฒนธรรมที่อัมพวานี้จะสะท้อนให้เห็นภาพความต่อเนื่องของคนอัมพวาที่จริงได้ เพราะไม่มีคนอัมพวาที่พอจะมีสิทธิมีเสียงที่จะปลุกเร้าขึ้นได้ว่าควรมีการเผยแพร่ความรู้ที่ดีสักครั้ง เพราะต่างก็ตกอยู่ภายใต้แนวคิดการค้าขายโดยใช้ทุนที่บรรพบุรุษให้มาแต่ถ่ายเดียว

หนทางแก้ไขมิใช่ว่าจะสิ้นไร้ไปหมด เพียงว่าคนอัมพวาเองจะต้องรู้จักตัวตนของตนมากกว่านี้ และต้องให้หน่วยงานอื่นเข้ามาศึกษาอย่างเป็นระบบ เช่น ระบบการจัดการขนส่ง การสร้างพิพิธภัณฑ์ที่ดูดีกว่านี้ และให้คนเข้าไปรู้จักตัวตนของอัมพวามากกว่านี้

ครั้งหน้าจะไปเยือนอัมพวาอีกครั้ง และจะมาเล่าให้ฟัง

ที่มา : http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1347945107&grpid=03&catid=03

พบกับบทความ ข่าวคราวของอัมพวา และนานาบทความที่น่าสนใจเกี่ยวกับอัมพวา และตลาดอัมพวาได้ทุกวันที่ Blog AmphawaGuide.com

Google+

วัดเขายี่สาร

Blog AmphawaGuide.com ขอนำเสนอสถานที่ท่องเที่ยวที่ใกล้เคียงอัมพวา อีกสักหนึ่งที่ โดยสถานที่ท่องเที่ยวแห่้งนี้เป็นวัดที่เก่าแก่ วัดที่ Blog Amphawaguide.com แนะนำกันขะชื่อว่า”วัดเขายี่สาร”

วัดเขายี่สาร เป็นวัดที่เก่าแก่ตั้งแต่สมัยอยุธยาตอนปลาย โดยมีลักษณะที่ค่อนข้างแปลก คือ เป็นวัดที่มีพระวิหารที่มีลักษณะ บนยอดเป็นรูปเรือ โดยวัดเขายี่สารแห่งนี้ เป็นวัดที่ตั้งอยู่ที่บ้านเขายี่สาร ตำบลเขายี่สาร

วัดเขายี่สาร

วัดเขายี่สาร เป็นวัดที่เป็นสถานที่ประดิษฐานพระพุทธบาทสี่รอย ซึ่งเป็นองค์ประธานของวัด พระมณฑปและบานประตูสลักไม้ศิลปะสมัยอยุธยาตอนปลาย นับเป็นงานศิลปะที่มีความประณีตศิลป์ชั้นสูง พระอุโบสถบูรณะใหม่ประดิษฐ์ลวดลายปูนปั้นด้วยฝีมือช่างเมืองเพชร ภายในมีภาพจิตรกรรมฝีมือเดิม บานหน้าต่างเป็นรูปบุคคลในพงศาวดารจีน ถ้ำพระนอนประดิษฐานพระพุทธไสยาสน์ซึ่งมีนิ้วพระบาทเก้านิ้ว นอกจากนี้ด้างล่างยังมีศาลประดิษฐานหลวงพ่อปู่ศรีราชามีความศักดิ์สิทธิ์เป็นที่เคารพนับถือของชาวบ้านทั่วไป มีงานนมัสการหลวงพ่อปู่กลางเดือนอ้ายของทุกปี

ที่วัดเขายี่สาร ยังมีสถานที่ที่น่าสนใจอีกที่หนึ่งคือ พิพิธภัณฑ์วัดเขายี่สาร โดยตั้งอยู่ในบริเวณวัดเขายี่สาร โดยใช้อาคารศาลาการเปรียญของวัดเป็นพิพิธภัณฑ์ เริ่มก่อตั้งเมื่อ พ.ศ.2539 ด้วยความร่วมมือร่วมใจของชาวชุมชนยี่สารที่มีความสำนึกในประวัติศาสตร์ความเป็นมาของท้องถิ่น ชุมชนยี่สารเป็นชุมชนโบราณร่วมสมัยกับการเกิดกรุงศรีอยุธยา มีการอยู่อาศัยอย่างต่อเนื่อง เรื่องราวเหล่านี้เป็นจนข้อมูลสำคัญที่น่าศึกษา หาค้นคว้าได้จากพิพิธภัณฑ์บ้านเขายี่สาร อาคารชั้นล่างจัดแสดงภูมิปัญญาบ้านเขายี่สาร ชีวิตวัฒนธรรมของผู้คน เครื่องมือผลิตยาสมุนไพร เครื่องใช้ไม้สอยของชาวบ้านในชุมชน ชั้นบนจัดแสดงภาชนะ เครื่องมือเครื่องใช้ของชาวชุมชนเขายี่สาร

หลังจากดูข้อมูลของวัดเขายี่สารกันเป็นที่เรียบร้อยแล้ว หวังว่าทุกท่าน น่าจะลองไปเที่ยวสถานที่จริงที่วัดเขายี่สารกันบ้าง หากใครไปไม่ถูกอย่างไร สามารถสอบถามข้อมูลการเดินทาง หรือดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ http://www.amphawaguide.com ดูได้ครับ

แล้วพบกับสถานที่ท่องเที่ยวอัมพวา และหลากหลายโฮมสเตย์ รีสอร์ท ที่พักอัมพวา ที่ Blog AmphawaGuide.com

Google+