อัมพวา ตลาดน้ำอัมพวา และที่พักอัมพวา พร้อมด้วยนานาสาระมากมายกับ AmphawaGuide.com™
  • facebook

แนะนำข่าวคราวประชาสัมพันธ์กันสักหน่อยครับ สำหรับการท่องเที่ยวของจังหวัดสมุทรสงครามที่คาดกันว่า น่าจะมีผู้ที่ชื่นชอบการกับท่องเที่ยวที่มีการจัดงานเกี่ยวกับผลไม้ให้ลองลิ้มชิมรสกันกับงานเทศกาลส้มโอขาวใหญ่สมุทรสงครามประจำปี 2556

หลังจากที่ปีนี้ไม่ได้ชิมรสชาดของลิ้นจี่สมุทรสงครามแล้ว แต่ไม่ต้องเสียใจไปครับ เรายังมีโอกาสได้กินผลไม้จากสมุทรสงครามอีกหนึ่งอย่างคือ ส้มโอนั่นเองครับ โดย จังหวัดสมุทรสงครามก็ได้จัดงานเทศกาลส้มโอขาวใหญ่สมุทรสงคราม 2556 งานนี้จะจัดขึ้นในระหว่างวันที่ 16-19 สิงหาคมนี้ ที่บริเวณหน้าศาลากลางจังหวัดสมุทรสงคราม เวลาประมาณ 9.00-19.00 น. เตรียมพบกับส้มโอจากสวนรสชาดดีมากมาย ส่งตรงมาจากสวนส้มโอสมุทรสงคราม และเลือกซื้อส้มโอพันธุ์ขาวใหญ่สดๆ จากสวน, จำหน่ายผลิตภัณฑ์ชุมชน, สินค้า OTOP จากสมุทรสงคราม และกิจกรรมการประกวดส้มโอขาวใหญ่ประเภทต่างๆ การแข่งขันปอกส้มโอบรรจุภาชนะ การแข่งขันคัดคุณภาพส้มโอ เป็นต้น

หากใครมีเวลาว่างในช่วงวันที่ 16-19 สิงหาคมนี้อย่าลืมมาเที่ยวงานเทศกาลส้มโอขาวใหญ่สมุทรสงคราม 2556 หนึ่งปีมีหนเดียว แวะเที่ยวตลาดน้ำอัมพวา อย่าลืมมาแวะชิมส้มโอที่หน้าศาลากลางจังหวัดสมุทรสงครามนะครับ

สามารถติดตามชมข่าวสาวและข้อมูลการท่องเที่ยวสมุทรสงครามต่างๆที่ Fanpage AmphawaGuide.com ได้ที่ https://www.facebook.com/at.amphawaguide

 

เทศกาลส้มโอขาวใหญ่สมุทรสงครามปี 2556

เทศกาลส้มโอขาวใหญ่สมุทราสงครามปี 2556

Google+

ข้าวผัดน้ำพริกกะปิปลาทูทอด

 

ช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์นี้ หลายๆคนได้มีโอกาสอยู่กับครอบครัวที่บ้าน พร้อมหน้าพร้อมตากันตามบรรยากาศของครอบครัวแบบไทยๆของเรา วันนี้ Blog อัมพวาไกด์ขอแนะนำเมนูอาหารแบบไทยๆน่าทานทำมาจากปลาทูแม่กลองกันดีกว่าครับ รับรองว่าไม่น่าจะยาก แต่อร่อย ถูกปากคนไทยแบบเราๆแน่นอนครับ

เมนูที่ทางเราจะนำเสนอกันให้ได้กินเป็นเมนูข้าวผัดน้ำพริกกะปิปลาทูทอดครับ ทำกันไม่ยากครับ หากบ้านไหนมีน้ำพริกกะปิที่ตำไว้แช่ตู้เย็นก็นำมาผัดกับข้าวสวยปรุงรสเล็กน้อยตามความชอบครับ พร้อมทั้งนำปลาทูนึ่งแม่กลอง (ขอเน้นนิดนึงว่าต้องปลาทูแม่กลอง) มาทอด และนำมากินแกล้มกับไข่ต้มสักฟอง และผักลวกหลากหลายชนิดตามความชอบครับ รับรองว่าน่ากินมากๆครับ เห็นมั้ยครับไม่ยากเลยกับเมนูไทยๆ ราคาประหยัดแบบเราเรา

อย่าลืมนะครับ ใกล้เข้ามาขึ้นทุกทีแล้วกับงานเทศกาลงานปลาทูสมุทรสงครามที่จะจัดขึ้นในวันที่ 14-23 ธันวาคมนี้นะครับ

พบกับอีกหลากหลายสาระกับ Blog แห่งนี้นะครับ ฝาก AmphawaGuide Fanpage ของเราด้วยครับ หากใครชอบหรือต้องการนำไปแชร์ให้กับเพื่อนๆยินดีเป็นอย่างยิ่งครับ

http://www.facebook.com/pages/AmphawaGuide/114948615241860

Google+

วันนี้ blog อัมพวาไกด์มีข่าวดีดี สร้างสรรค์มานำเสนอย้อนหลังกันให้อ่านกันครับ โดยข่าวดีนี้เป็นข่าวที่เกี่ยวกับเยาวชนลูกหลานของชาวสมุทรสงครามครับ เมื่อวันที่ 21 พฤศจิกายน ที่ผ่านมาที่ห้องประชุมโรงเรียนศรัทธาสมุทร ทางเครือข่ายประชาชนป้องกันทุจริต หรือ (ป.ป.ช) จังหวัดสมุทรสงคราม พร้อมด้วยคณะกรรมการได้จัดการฝึกอบรมเพื่อสร้างจิตสำนึกในการป้ิองกันการทุจริต มีจริยธรรมต่อต้านการคอรัปชั่นทุกประเภท และให้เกิดการรักและหวงแหนแผ่นดิน และตระหนักถึงผลที่ตามมาของการคอรัปชั่นที่จะตามมา เพื่อให้เยาวชนที่ได้รับการฝึกอบรมดังกล่าวมีการเจริญเติบโตเป็นกำลังของประเทศชาติที่มีคุณภาพในภายภาคหน้า เพื่อเป็นกำลังหลักของประเทศในโอกาสต่อไป  โดยมีเยาวชนในระดับชั้นมัธยมปลายของโรงเรียนศรัทธาสมุทรจำนวน 100 คนเข้าร่วมการฝึกอบรม

นอกจากการอบรมให้ความรู้ครั้งนี้แล้ว ทางด้านของเครือข่าย ป.ป.ช.จังหวัดสมุทรสงคราม ยังจะมีการจัดตั้งศูนย์ข้อมูลเครือข่ายประชาชนป้องกันการทุจริตภาคประชาสังคม ในวันที่ 26 ธันวาคม 2555 ที่สำนักงานเหล่ากาชาดจังหวัดสมุทรสงคราม เวลา 09.00 น.-12.00 น. เพื่อสนับสนุนการป้องกันการปราบปรามการทุจริตในท้องถิ่นอีกด้วย  ส่วนการจัดอบรมให้ความรู้เพื่อสร้างจิตสำนึกในการป้องกันการทุจริตรักษาทรัพย์สมบัติของแผ่นดินเพื่อปลูกฝังเยาวชนให้มีจริยธรรมต่อต้านการทุจริตคอรัปชั่นทุกประเภทที่ก่อให้เกิดความเสียหายต่อบ้านเมือง จะมีการจัดขึ้นอีก 2 ครั้งคือวันอังคารที่ 11 ธันวาคม 2555 ที่ห้องประชุมโรงเรียนอัมพวันวิทยาลัย อำเภออัมพวา และวันศุกร์ที่ 21 ธันวาคม ที่สถาบันการเรียนรู้เพื่อปวงชน (มหาวิทยาลัยชีวิต) อำเภอบางคนที เริ่มตั้งแต่เวลา 09.00 ถึง 12.00 น. 
ขอขอบพระคุณที่มาของรายละเอียดของข่าวจาก :  http://www.dailynews.co.th/thailand/168167

พบกับสาระ ข่าวคราว ข่าวประชาสัมพันธ์เรื่องราวดีดีต่างๆเกี่ยวกับอัมพวา ได้ที่นี่ครับ http://www.amphawaguide.com/blog

 

Google+
ผู้ว่าราชการจังหวัดได้มอบบ้านและให้ความช่วยเหลือกับพ่อเฒ่า ผู้ใช้ชีวิตคล้ายปู่เย็น อยู่ในคลองบางจะเกร็ง สมุทรสงคราม

ผู้ว่าราชการจังหวัดได้มอบบ้านและให้ความช่วยเหลือกับพ่อเฒ่า ผู้ใช้ชีวิตคล้ายปู่เย็น อยู่ในคลองบางจะเกร็ง สมุทรสงคราม

หลายคนๆคงเคยได้ยินเรื่องราวชีวิตความเป็รมาของปู่เย็น เจ้าของสมญานาม เฒ่าทรนงแห่งลุ่มน้ำเพชรบุรีกันมาบ้างแล้วนะครับ วันนี้ AmphawaGuide.com มีเรื่องราวของพ่อเฒ่าคนหนึ่งที่อาศัยอยู่ในเรืออีป๊าบลำเล็กๆอยู่ในแม่น้ำแม่กลอง คลองบางจะเกร็ง โดยผู้เฒ่าผู้นี้ มีเรื่องราวของการดำรงชีวิตประจำวันคล้ายกับปู่เย็นมาก กินนอนในเรือ ค่ำไหนนอนนั่น อาศัยอยู่ตามใต้ถุนของบ้านชาวบ้านต่างๆ จับสัตว์น้ำตกปลา ตกกุ้ง เพื่อดำรงชีวิตความเป็นอยู่ หากใันไหนตกได้มากก็จะนำปลา และกุ้งไปขายตามร้านค้า หรือชาวบ้าน

ผู้เฒ่าที่เรากำลังกล่าวถึงนี้มีชื่อว่า คุณลุงสำราญ พุ่มพวง อายุ 89 ปี เป็นชาวบ้านหมู่ 3 ต.บางจะเกร็ง อ.เมือง จ.สมุทรสงคราม โดยได้กล่าวถึงที่มาของการใช้ชีวิตแบบที่เป็นอยู่ในปัจจุบันว่า เดิมคุณลุงมีบ้านพักอาศัยอยู่ในพื้นที่หมู่ 3 ตำบลบางจะเกร็ง อำเภอเมืองสมุทรสงคราม ในช่วงวัยหนุ่ม มีอาชีพเป็นชาวประมงออกทะเลจับสัตว์น้ำขาย มีรายได้ก็จะฝากพี่ชายของตนไว้ ต่อมาได้เกิดชอบพอกับสาวสวยคนหนึ่ง ตนจึงคิดจะแต่งงาน ได้จัดขันหมากไปสู่ขอกับสาว โดยบอกให้พี่ชายให้นำเงินที่ฝากไว้ใส่ขันหมากให้ด้วย แต่เมื่อขบวนขันหมากไปถึงบ้านของคนรัก ทางบ้านของคนรักเปิดขันหมากมากลับพบว่าในพานขันหมากมีแต่ก้อนหินอยู่ ทางญาติๆฝ่ายเจ้าสาวจึงโกรธเคืองตนเป็นอย่างมาก จึงประกาศยกเลิกการแต่งงานและไล่ให้ตนออกจากบ้านทันที จากนั้นตนกับพี่ชายก็บาดหมางกันเรื่อยมาและลามไปในหมู่ญาติพี่น้อง จนกระทั่งเมื่อ 30 ปีที่แล้วตนเกิดความเบื่อหน่ายในชีวิตตัวเอง จึงตัดสินใจทิ้งทุกสิ่งทุกอย่างทั้งบ้าน และทรัพย์สิน ขนเครื่องใช้ที่เท่าที่จำเป็น และนำเสื้อผ้ามาแค่ 2 ชุด แล้วลงมาอยู่ในเรืออีป๊าบพายล่องไปตามคลองบางจะเกร็งและลำน้ำแม่กลองแบบค่ำไหนนอนนั่น จนกระทั่งชาวบ้านในย่านบางจะเกร็งเห็นว่า คุณลุงมีอายุที่มากขึ้นเรื่อยๆเกรงว่าจะมีอุบัติเหตุในการใช้ชีวิตอยู่บนเรือลำเล็กๆจึงได้แจ้งทางผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรสงครามเพื่อมาเยี่ยมเยียน และสร้างบ้านให้ในวันที่ 16 พฤศจิกายนที่ผ่านมาตามข่าว

ขอขอบพระคุณที่มาของข่าว : http://www.dailynews.co.th/thailand/167084

Google+

ผมคิดว่าหลายๆคนที่เคยมาเที่ยวแม่กลอง หรือเคยกินปลาทูแม่กลอง น่าจะติดใจในรสชาดที่แสนอร่อย รสหวาน เนื้อนุ่มของปลาทูแม่กลอง วันนี้ blog อัมพวาไกด์มีข่าวประชาสัมพันธ์ เกี่ยวกับงานเทศกาลกินปลาทูแม่กลองมาฝากครับ โดยงานเทศกาลกินปลาทูแม่กลองนี้ จัดขึ้นมาเป็นครั้งที่ 15 แล้วครับ โดยแต่ละครั้งก็จะมีชื่อตอนของแต่ละปี โดยในปีนี้ได้จัดขึ้นมา โดยใช้ชื่ตอนว่า”ตามหาอ่าว ก. ไก่” ดูจากชื่อตอนแล้วน่าติดตามมากครับว่า ตามหาอ่าว ก. ไก่ ตามหาอ่าว ก. ไก่นี้เป็นอย่างไรน่าติดตามมากครับ

ส่วนในงานจะจัดขึ้นในวันที่ 14-23 ธันวาคม 2555 ที่ศาลากลางจังหวัดสมุทรสงคราม หรือที่สวนสุขภาพที่คนสมุทรสงครามรู้จักกันนั่นเองครับ งานนี้จะประกอบด้่วยนานาเมนูอาหารสารพัดที่ทำมาจากปลาทูแม่กลอง พร้อมด้วยลานกิจกรรมต่างๆมากมาย, ของที่ระลึกในงาน, ภาพถ่ายนิทรรศการต่างๆมากมาย

หากใครสนใจเที่ยวงานเทศกาลกินปลาทูของปีนี้ อย่าลืมหาเวลาไปเที่ยวกันนะครับ รับรองว่าได้ทั้งอาหารเมนูจากปลาทูแสนอร่อย และกิจกรรมต่างๆมากมายที่หน้าศาลากลา่งจังหวัดสมุทรสงครามนะครับ

Google+

ขอเชืญร่วมตักบาตรพระ 299 รูป โดยเรือพาย ที่ตลาดน้ำท่าคา

ขอประชาสัมพันธ์เชิญชวนร่วมทำบุญกันครับ โดยงานนี้เป็นการทำบุญตักบาตรพระ 299 รูป ณ ตลาดน้ำท่าคา  ในวันอาทิตย์ที่ 28 ตุลาคม พ.ศ. 2555  เวลา 07.00 น. – 08.30 น. สถานที่จัดงาน ที่ตลาดน้ำท่าคา ต. ท่าคา อ. อัมพวา จ. สมุทรสงคราม โดยอาหารที่ทางประชาชนตักบาตรพระ 299 รูป จะนำไปช่วยเหลือพระ 323 วัด ในเขตจังหวัด 4 จังหวัดชายแดนภาคใต้ และอีกส่วนหนึ่งจะช่วยเหลือผู้ประสบภัยทั้งแผ่นดิน งานนี้จัดขึ้นโดย  ศูนย์กัลยาณมิตรสมุทรสงคราม ร่วมกับองค์การบริหารส่วนตำบลท่าคา

กำหนดการ
07.00 น.     คณะสงฆ์มาถึงพื้นที่ สาธุชนพร้อมในพื้นที่
07.20 น.     ประธานฆราวาสเปิดงาน/จุดธูปเทียนบูชาพระรัตนตรัย/ตัวแทนนำกล่าวแสดงนำเป็นพุทธมามกะ
07.40 น.     คณะสงฆ์รับบาตร
08.30 น.     เสร็จสิ้นพิธี

หากผู้อ่านสนใจจะร่วมทำบุญ สามารถติดต่อสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม ได้ที่หมายเลขโทรศัพท์ 082-3642356, 087-4157282, 088-2277730

สามารถดูข่าวเพิ่มเติมได้ที่ : http://news.dmc.tv/ข่าวด่วน/ข่าวประชาสัมพันธ์/ตักบาตรสมุทรสงคราม-พระ-299-รูป-ณ-ตลาดน้ำท่าคา.html

 

Google+

 

วันนี้ผมได้เห็นรูปถ่ายจาก Instagram ของเพื่อนที่ได้ไปขายของที่ตลาดอัมพวา โดยเพื่อนผมได้โพสลงมาว่า “อัมพวาน้ำท่วมเบยยย

ซึ่งผมได้ลองสำเกตดูจากรูปเห็นได้ว่าน้ำจากคลองอัมพวา ได้เอ่อล้นขึ้นมา แต่ยังไม่ท่วมดี แค่น่าจะอยู่ระดับเดียวกับพื้นของตลาดอัมพวามากกว่า สาเหตุน่าจะมาจากปริมาณของน้ำฝนที่ตกลงมาใสช่วงบ่ายมากกว่า และผมจึงเริ่มสนใจเกี่ยวกับสถานการณ์ของน้ำในคลองของอัมพวาจากแม่น้ำแม่กลองจะเป็นอย่างไรบ้างจนกระทั่งมาพบกับข่าวประชาสัมพันธ์สมุทรสงคราม ซึ่งมีเนื้อหาคือ

สถานการณ์น้ำจากเขื่อนแม่กลองผู้ที่อยู่บริเวณริมแม่น้ำแม่กลอง ชลประทานสมุทรสงครามนายสุรพล เขม้นนามัด ผู้อำนวยการโครงการชลประทานสมุทรสงคราม กล่าวว่าแนวโน้มสถานการณ์น้ำของจังหวัดสมุทรสงครามจากการที่ทางเขื่อนศรีนครินทร์ผ่านเขื่อนท่าทุ่งนาและเขื่อนวชิราลงกรณ มีบริมาณรวมกัน440ม/วินาที แต่ในช่วงนี้มีฝนตกมากปริมาณน้ำฝนมากประกอบกับมีปริมาณน้ำจากลำภาชี อ.สวนผึ่งจ.ราชบุรีและปริมาณน้ำจากแม่น้ำลำพะเพินจ.กาญจนบุรี ไหลมารวมกันจึงทำให้มีปริมาณน้ำสะสมก่อนที่จะใหลเข้าสู่เขื่อนแม่กลองในปริมาณมากกว่า 600ม./วินาที เขื่อนแม่กลองควบคุมการระบายน้ำท้ายเขื่อนลงแม่น้ำแม่กลองให้มีปริมาณน้ำในช่วง600-800 ม/วินาที ในช่วงนี้ อาจจะมีน้ำมากตามร่องสวนประกอบกับเป็นช่วงน้ำทะเลหนุนสูงจึงมีน้ำสูงเป็นบางช่วงไปจนถึงวันที่ 14 ตุลาคม 2555ในช่วง 03.00-05.00น และช่วงเวลา15.00-18.00น กลุ่มผู้ที่ใช้น้ำตำบลแพรกหนามแดงที่มีผู้ที่ใช้ทั้งน้ำจืดทำนาและน้ำเค็มประกอบอาชีพเลี้ยงปลาสลิตได้มีการเฝ้าระวังการเปิดบานระบายน้ำทุกแห่งเพื่อพร่องน้ำในช่วงที่มีน้ำทะเลลงและจะไม่ให้มีผลกระทบต่อพื้นที่ของชุมชนน้ำจืดและชุมชนน้ำเค็ม อย่างไรก็ตามทางชลประทานขอให้ส่วนราชการส่วนท้องถิ่นช่วยดูแลวัชพืชที่กีดขวางทางน้ำตามบริเวณหน้าประตูระบายน้ำให้ช่วยกันกำจัดออกไปเพื่อน้ำจะได้ใหลได้สะดวกมากยิ่งขึ้นและขอให้ผู้ที่อาศัยอยู่บริเวณริมแม่น้ำแม่กลองที่มีพื้นที่ต่ำเก็บของขึ้นที่สูงเพื่อความปลอดภัยและเสียหายต่อทรัพสินของทานติดต่อสอบถามสถานการณ์น้ำได้ที่เบอร์ 08194-74646,08487-46219

เห็นข่าวประชาสัมพันธ์นี้แล้วยังไงก็ต้องเตรียมรับมือกับสถานการณ์ของปริมาณน้ำที่จะเพิ่มขึ้นกันด้วยนะครับ

ขอขอบพระคุณที่มาของข่าวประชาสัมพันธ์ : http://pr.prd.go.th/samutsongkhram/ewt_news.php?nid=1930&filename=index

 

Google+

ผมเชื่อว่า หลายๆคนก็ต้องรักบ้านเกิดของตน ช่วงเมื่อวานผมได้อ่านบทความหนึ่งแล้วค่อนข้างประทับใจ ซึ่งเป็นบทความที่มีชื่อว่า”ผืนดินแห่งรักคนแม่กลอง” โดยเนื้อหาเกี่ยวกับเรื่องนี้ก็คงหนีไม่พ้นเรื่องของการเปลี่ยนแปลงและการพัฒนาของแม่กลอง และอัมพวา โดยมีเนื้อหาที่น่าสนใจ ดังนี้ครับ

“แม่กลอง” วันนี้กับความเปลี่ยนแปลงในนามของ “การพัฒนา” เรียกร้องความร่วมมือจากคนแม่กลอง เพื่อรับมือความท้าทายใหม่ที่ก้าวเข้ามา

แม่กลอง” เป็นย่านทำประมงสำคัญมาตั้งแต่อดีต มีคนเชื้อสายจีนเข้ามาตั้งถิ่นฐานจนกลายเป็นชุมชนใหญ่เรียกว่า “เมืองแม่กลอง” มาตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยาตอนต้น จนกลายเป็นย่านการค้าขายของทะเลแห้ง มีเส้นทางติดต่อผ่านคลองสุนัขหอนตัดเข้าคลองมหาชัยทางธนบุรี รวมทั้งตัดเข้าแม่น้ำเจ้าพระยาได้

แม่กลองเป็นพื้นที่อุดมสมบูรณ์ เนื่องจากมีตะกอนดินจากลุ่มน้ำตอนบนมาสะสม จนทำให้พื้นที่มีธาตุอาหารสูง ทั้งในบริเวณที่เป็นน้ำกร่อยและน้ำจืด ขณะที่พื้นที่ย่านสวนมีการไหลเวียนของน้ำที่ขึ้นลง เหมาะแก่การทำสวนยกร่อง ทำให้ถูกบุกเบิกกลายเป็นหนึ่งในย่านเรือกสวนสำคัญบนพื้นที่สามเหลี่ยมปากแม่น้ำเจ้าพระยา ตั้งแต่สวนแถบอัมพวาที่ต่อเนื่องไปถึงย่านบางคนที ในเอกสารและชื่อเรียกเดิมแต่โบราณเรียกย่านนี้ว่า “บางช้าง” และ “บางช้างสวนนอก” เข้าคู่กับ “บางกอกสวนใน”

กระทั่งเปลี่ยนสู่ “จังหวัดสมุทรสงคราม” ยังคงมีประชากรไม่มากนัก และคงความเป็นเรือกสวนตามธรรมชาติได้มากกว่าพื้นที่อื่น ก่อนจะถูกแปลงสภาพแวดล้อมกลายเป็นบ้านเรือนและเมืองในเวลาต่อมา จนกระทั่งในระยะเวลาราวสิบปีที่ผ่านมา พื้นที่จังหวัดสมุทรสงครามเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ผลกระทบจากพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ ทำให้เกิดผลกระทบต่อพื้นที่เรือกสวนและระบบนิเวศแบบผสมผสานที่เปลี่ยนไป

ขณะที่ความนิยมทางการท่องเที่ยวในพื้นที่แม่กลอง ก็เปลี่ยนไปจากการท่องเที่ยวทางนิเวศวัฒนธรรมไปสู่การท่องเที่ยวเชิงปริมาณมากขึ้น ทุนต่างถิ่นที่เข้ามาพร้อมกระแสการท่องเที่ยว ทำให้เกิดการเปลี่ยนมือถือครองที่ดินไปสู่คนนอก “ตลาดอัมพวา” ตลาดน้ำยามเช้าตรู่ตามวิถีเดิมของชาวบ้านตั้งแต่เมื่อ 50-60 ปีก่อน กลายเป็นตลาดน้ำยามเย็นจนถึงค่ำ เพื่อตอบสนองนักท่องเที่ยวที่เข้ามาในวันหยุดราชการ โดยเฉพาะกระแสการนั่งเรือชมหิ่งห้อยกลายเป็นสิ่งดึงดูดนักท่องเที่ยวต่างถิ่นที่ประมาณกันว่า มีจำนวนราว 5 แสนคนต่อปี*

วิถีชีวิตที่มั่งคั่งในความเรียบง่ายของแม่กลองกำลังเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว…รวดเร็วเกินไป

อดีตอันมั่งคั่งแของ”แม่กลอง

แม้จะถือกำเนิดเกิดกายที่เมืองสุพรรณ แต่ย้ายมาปักหลักอยู่ที่แม่กลองตั้งแต่ 9 ขวบจนถึงวัย 62 ปีในวันนี้ สุรจิต ชิรเวทย์ สมาชิกวุฒิสภาจังหวัดสมุทรสงคราม นับตัวเองเป็น “คนแม่กลอง” เต็มขั้น เช่นเดียวกับที่รับบทบาทแกนนำจัดตั้ง “ประชาคมคนรักแม่กลอง”

สว.แม่กลองอธิบายว่า แม่กลองเป็นเมือง 3 น้ำ คือน้ำจืด น้ำกร่อย และน้ำเค็ม ถ้าไล่เรียงการใช้พื้นที่ตั้งแต่ชายทะเลเข้ามาหาฝั่งจะเป็นพื้นที่ปลูกป่าโกงกาง เพื่อเผาถ่าน หากินทางทะเล ทำประมงพื้นบ้านชายฝั่ง ถัดจากแนวนั้นไปก็จะนาเกลือ ซึ่งเป็นส่วนประกอบสำคัญของภูมิปัญญาในวัฒนธรรมอาหาร เพราะไม่ว่าจะเป็นการดองผักดองปลา ทำปลาเค็มน้ำปลากะปิต้องใช้เกลือสมุทรเท่านั้น

ถัดจากแนวน้ำเค็มมาก็เป็นแนวน้ำกร่อย คือ พื้นที่ทำสวนมะพร้าว ถัดจากแนวสวนมะพร้าวไป ก็จะเป็นผลไม้ที่อยู่น้ำกร่อยได้คือ ส้มโอ ถัดจากแนวนี้ไปอีกก็จะเป็นบ่อปลา นาข้าว สวนผัก และ “สวนเตียน” ปลูกพริก หอม กระเทียม ใบยาจืด สวนผลไม้ไม่ว่าจะเป็นมังคุด มะไฟ ลำไย ลิ้นจี่ ทุเรียน ชมพู่มะเหมี่ยม ชมพู่สาแหรก ฯลฯ สวนผสมและวิถีการยังชีพที่พึ่งพิงธรรมชาติคือส่วนผสมของความยั่งยืนและมั่นคง

” สมัยผมเด็กๆ ประมาณ 11 โมงเช้า เรานั่งเรือไปนี่จะหอมทั้งเมือง เพราะทำน้ำตาลมะพร้าวทุกบ้าน เป็นอาชีพที่สุดแสนจะมั่นคงเลย เพราะผลผลิตมันแน่นอนและได้ทุกวัน ปีนึงทำได้ 8-9 เดือน แต่ก่อนเราจะเรียนแค่จบการศึกษาภาคบังคับคือป.6-ป.7 แล้วก็จะออกมาทำสวนกัน ทำสวนคุณมีที่ประมาณ 3 ไร่หรือ 3 ไร่ครึ่ง ปลูกมะพร้าวได้ 70-80 ต้นต่อสวน ซึ่งจะพอดีกับแรงงานในครอบครัว แต่ละวันจะได้น้ำตาลใส 8 ปี๊บ เคี่ยวเป็นน้ำตาลแห้งได้ 1 ปี๊บ…”

…ราวๆ ปีพ.ศ.2517 – 2521 สมัยนั้นผมจบปริญญาตรีได้เงินเดือน 1,340 บาท มาทำงานธนาคารได้ 1,745 บาทบวกเงินช่วยครองชีพ 300 ก็คือสองพันกว่าบาท แต่ชาวสวนจบป.7 ขายน้ำตาลได้ปี๊บละ 150 บาท ทุกวันได้เงินวันละ 150 บาทก็คือเดือนละ 4,500 บาท คิดดูสิมันแสนจะมั่นคง ผมทำแบงค์กรุงไทยที่แม่กลองเป็นสาขาที่เล็กที่สุดในประเทศไทย แต่เป็นสาขาที่มีเงินฝากครบพันล้านบาทเป็นสาขาที่สองในย่านนี้ นี่คือความมั่งคั่งที่แท้จริงของสมุทรสงคราม ข้างบนเป็นสวน ข้างล่างเป็นนาเกลือ นากุ้ง ประมงพื้นบ้าน ประมงพาณิชย์ เป็นเมืองที่มั่งคั่งจนเป็นเมืองที่เสียภาษีต่อหัวเป็นอันดับสองของประเทศรองจากกทม. ณ ตอนนั้น” สว.สมุทรปราการ ย้อนอดีตอันมั่งคั่งของแม่กลอง

ในนามของ “การพัฒนา”

ปัญหาที่เกิดขึ้นกับแม่กลองเริ่มจาก “การพัฒนา” ที่หนีห่างจากวิถีชีวิตที่มั่งคั่งในความพอเพียง สุรจิต มองว่า การสร้างเขื่อนศรีนครินทร์คือจุดเปลี่ยนแรก

“ตอนสร้างเขื่อนศรีนครินทร์ ซึ่งมีอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ที่สุดในประเทศไทยนะ ต้องเก็บน้ำเข้าอ่างอยู่ 3 ปี สวนมะพร้าวแช่น้ำเค็ม 3 ปียืนก็ยืนต้นตาย ตรงนี้เป็นจุดเปลี่ยนวิธีคิดทางวัฒนธรรมของคนแม่กลองเลย เพราะการเป็นชาวสวนกลายเป็นอาชีพที่ไม่มั่นคง พอไม่มั่นคงก็เลยต้องส่งลูกเรียนสูงๆ วิถีการทำมาหากินเปลี่ยนไป แถมพอเรียนสูงความสมถะ ความอดทนก็น้อยลง”

จุดเปลี่ยนครั้งที่สอง คือเมื่อเกิด “ตลาดน้ำยามเย็น” เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยว มีการใช้พื้นที่ถนนมาจัดสรรเป็นร้านค้า เอาทางเดินเท้ามาวางของขาย แบบไร้ระบบโดยไม่มีกติกาสังคมรองรับ กระแสเงินไหลแรงปั่นราคาค่าเช่าที่ดินและร้านรวงสูงขึ้นจากเดือนละ 8,000 บาท กลายเป็น 10,000 – 20,000 บาทต่อเดือนแลกกับการค้าขายช่วงสุดสัปดาห์ 3 วัน สุดท้ายคนในถิ่นก็ถูกเบียดออก หลีกทางให้กับ “คนนอก” ที่ทุนหนากว่ามาใช้พื้นที่

 หมายเหตุ : ข้อมูลบางส่วนจากการเสวนา “คนค่อนศตวรรษ : แม่กลองวิวัฒน์หรือท้องถิ่นวิบัติ” ที่วัดเกตการาม จังหวัดสมุทรสงคราม จัดโดยมูลนิธิเล็ก-ประไพ วิริยะพันธุ์
* ข้อมูลจากมูลนิธิเล็ก-ประไพ วิริยะพันธุ์

 ขอขอบพระคุณที่มาของบทความ : http://www.bangkokbiznews.com/home/detail/life-style/lifestyle/20121010/473557/ผืนดินแห่งรักคนแม่กลอง.html

 

Google+

ขอแนะนำเพิ่มเติมเกี่ยวกับข่าวจังหวัดสมุทรสงคราม เพราะช่วงนี้มีข่าวคราวถึงจังหวัดสมุทรสงคราม และแม่กลองค่อนข้างเยอะ จึงขอนำมาเผยแพร่อีกครับ ช่วงนี้เข้าใกล้เทศกาลของการกินเจ เพื่อเป็นการเสริมบุญ เว้นจากการเบียดเบียนซึ่งกันและกันครับ  โดยตอนนี้ทางจังหวัดสมุทรสงคราม ได้ร่วมจัดงานประเพณีเทศกาลถือศีลกินเจ โดยจัดที่โรงเจเม่งกั๊กเซี่ยงตั๊ว มูลนิธิสว่างเบญจธรรม ประจำปี 2555 เป็นประเพณีเก่าแก่สืบทอดติดต่อกันมายาวนานของชาวจีน และคนไทยเชื้อสายจีน ที่ร่วมกันมาทำบุญถือศีลกินเจไม่เบียดเบียนสัตว์ งดทานอาหารที่ปรุงจากเนื้อสัตว์ทุกชนิด ซึ่งได้จัดให้มีพิธีสวดสรรเสริญพระพุทธคุณ ถวายข้าวพระก่งฮุก สวดมนต์เดินธูป พิธีสะเดาะเคราะห์ และพิธีลุยไฟ จากคณะม้าทรงจังหวัดภูเก็ต ท่ามกลางประชาชนที่มาร่วมในพิธีจำนวนมาก

หากใครสนใจที่จะเข้าร่วมเทศกาลกินเจประจำปีนี้ที่จังหวัดสมุทรสงคราม สามารถไปได้ที่โรงเจเม่งกั๊กเซี่ยงตั๊ว มูลนิธิสว่างเบญจธรรมได้เลยครับ

ขอขอบพระคุณที่มาของข่าวนี้โดย : http://news.ch7.com/detail/9262/เทศกาลกินเจสมุทรสงคราม%20เริ่มแล้ว%20.html

 

 

Google+

หลังจากที่คราวก่อนทาง Blog อัมพวาไกด์ได้นำข่าวเกี่ยวกับ โพงพางแม่กลองดิ้น ได้แค่ชะลอลมหายใจ ซึ่งเป็นหัวข้อข่าวที่น่าสนใจและน่าติดตาม วันนี้ ทาง Blog อัมพวาไกด์ก็ได้เห็นข่าวคราวความคืบหน้าของข้าวนี้จึงขอนำมาเสนอต่อครับ ซึ่งมีความคืบหน้าดังต่อไปนี้ครับ

โพงพางเมืองแม่กลองยังมีลุ้น จะอยู่หรือไปต้องรอ

หลังจากการชี้แจงของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับคณะอนุกรรมการด้านสิทธิชุมชนและฐานทรัพยากร ในวันที่ 16 ตุลาคม พ.ศ.2555

ผู้ประกอบอาชีพโพงพางจังหวัดสมุทรสงคราม หลังได้ชะลอการรื้อถอนจากเจ้าหน้าที่กรมประมงเมื่อวันที่ 26 กันยายนเป็นต้นมานั้น สืบมาเมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2555 ตัวแทนคณะอนุกรรมการด้านสิทธิชุมชนและฐานทรัพยากร และตัวแทนคณะกรรมาธิการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมวุฒิสภา ได้ลงสำรวจข้อเท็จจริงในพื้นที่ พร้อมทั้งได้เปิดเวทีสาธารณะ

ก่อนสิ้นสุดการแสดงความเห็น นพ.นิรันดร์ พิทักษ์วัชระ ประธานคณะอนุกรรมการด้านสิทธิชุมชนและฐานทรัพยากร ขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับโพงพาง พร้อมผู้ประกอบอาชีพเข้าชี้แจงต่อคณะอนุกรรมการด้านสิทธิฯ ในวันที่ 16 ตุลาคม เพื่อหาทางออกต่อไป

การลงพื้นที่สำรวจข้อเท็จจริงเริ่มต้นเมื่อเช้าวันที่ 1 ตุลาคม ขณะที่ชาวบ้านส่วนหนึ่งกำลังรอลุ้นตัวเลขจากกองสลากกินแบ่งรัฐบาล แต่ชาวโพงพางเมืองแม่กลองพากันมาลุ้นการมาเยือนของคณะกรรมาธิการและกรรมการสิทธิฯ บริเวณศาลาท่าน้ำวัดลาดเป้ง ต.นางตะเคียน อ.เมือง จ.สมุทรสงคราม

เมื่อ นพ.นิรันดร์ พิทักษ์วัชระ ประธานคณะอนุกรรมการด้านสิทธิชุมชนและฐานทรัพยากร เดินมาสมทบกับอาจารย์แมน ปุโรทกานนท์ ตัวแทนคณะกรรมาธิการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมวุฒิสภาที่เดินทางมารอก่อนแล้ว สีหน้าท่าทางของชาวโพงพางเปี่ยมไปด้วยความยินดี

คณะร่วมสำรวจมิเพียงชาวแม่กลองเท่านั้น หากยังเดินทางมาจาก จ.ฉะเชิงเทรา และ จ.เพชรบุรี และถิ่นใกล้เคียง เพราะต่างได้รับชะตากรรมรื้อถอนอันปวดร้าวไปตามๆกันมาแล้ว
คณะสำรวจลงเรือเวลาประมาณ 11.30 น. เริ่มจากคลองสุนัขหอน ท่าเรือหน้าวัดลาดเป้ง เรื่อยไปจนถึงปากคลองแม่กลองสุนัขหอน และจบลงที่วัดช่องลม อำเภอเมือง จังหวัดสมุทรสงคราม ระหว่างเส้นทางประมาณ 13 กม. พบเสาโพงพางในคลองสุนัขหอนประปราย

นางกานดา พาเจริญ หนึ่งในผู้ประกอบอาชีพโพงพาง บอกว่า ในคลองสุนัขหอนมีโพงพางไม่เกิน 20 ปาก เพราะคนรุ่นใหม่ไม่ค่อยทำกัน เหลือเพียงคนสูงวัยทำกัน รายได้แต่ละวันก็ไม่มาก เริ่มจากประมาณวันละ 200 เรื่อยไปจนถึงประมาณ 500 บาทเท่านั้น ทำให้คนรุ่นใหม่ไม่อยากสืบทอดต่อ

“อีกสาเหตุหนึ่งคือกุ้งลดลง กุ้งเหลือน้อยมาก เนื่องจากน้ำเสียจากโรงงานอุตสาหกรรมปล่อยลงมา อย่างเมื่อวันที่ 23 ธันวาคม พ.ศ.2553 น้ำในคลองสุนัขหอนแดงเป็นสีชา น้ำในคลองใช้ประโยชน์อย่างอื่นไม่ได้ นอกจากใช้เป็นเส้นทางคมนาคมอย่างเดียว” นางกานดากล่าว ท่ามกลางเสียงเรือเครื่องคำรามในคุ้งคลอง

มองไปสองฟากฝั่ง มีอาคารบ้านเรือน รีสอร์ตซ่อนตัวอยู่ในเรือกสวน บรรยากาศน่ารื่นรมย์ แต่ละบ้านต่างทำกำแพงกั้นดินถล่ม ทั้งชนิดเรียงหินเป็นแนว สร้างเป็นคอนกรีตเสริมเหล็ก และปักเสาปูนมั่นคงแข็งแรง รูปแบบบ้านมีทั้งทรงไทย และทรงสมัยใหม่

อาชีพที่ยังไหวเต้นอยู่ริมคลองคือตกกุ้ง ชาวบ้านเล่าว่า วันๆ ไม่ได้มากมายอะไร แค่พอนำมาประกอบอาหาร โอกาสที่จะได้ขายนั้นยาก เพราะกุ้งไม่ชุกชุมเหมือนเก่าก่อน ขณะมองคนตกกุ้งเพลินๆ คณะก็ต้องตะลึงกับประตูน้ำขนาดใหญ่ บริเวณใกล้กับวัดปากลัด หนึ่งในชาวบ้านเล่าว่า ประตูน้ำนี้แรกชาวบ้านเรียกร้องให้ทำเพื่อกั้นน้ำเค็มแต่เวลาผ่านไปเกือบ 20 ปี ถึงจะมาสร้าง

“ปัญหาน้ำเค็มหมดไปแล้วถึงสร้าง ใช้งบประมาณไป 196 ล้านบาท ไม่ได้ช่วยอะไรเลย นอกจากมาขวางทางน้ำ และทำลายวงจรสัตว์น้ำ”

เมื่อถามถึง 2 ประเด็นที่กรมประมงนำมา “เชือด” ชาวโพงพางคือ 1.ทำลายพันธุ์ปลาวัยอ่อน และ 2.กีดขวางทางสัญจรไปมา ในมุมของคนทำโพงพางมีคำอธิบายเรื่องเหล่านี้อย่างไร นายวิชัย สังข์ทอง อายุ 29 ปี บ้านเลขที่ 96/2 หมู่ที่ 5 บ้านนางตะเคียน ต.นางตะเคียน อ.เมือง บอกว่า สัตว์น้ำวัยอ่อนไม่ได้เดินกลางคลอง กุ้งวัยโตแล้วถึงจะเดินทาง

“ส่วนข้ออ้างเรื่องปลาเดินทางไปวางไข่ ปลาวางไข่ชายตลิ่งและปลาไม่เข้าโพงพางง่ายๆ แต่มันจะมาตอมปลายโพงพาง มันมาตอดกินกุ้ง โอกาสที่จะเข้าไปข้างในน้อยมาก ถ้าปลาจะเข้าโพงพางมากก็ต่อเมื่อมีคนเบื่อ อย่างนี้ละเข้าเยอะแน่” นายวิชัยยืนยัน

ประเด็นทำลายสัตว์น้ำ นอกจากโดนเบื่อในบางครั้งแล้ว ยังมีเรื่องน้ำเสียจากโรงงานอุตสาหกรรม นายนฤทธิ์ ประกอบทรัพย์ เจ้าของเรือรับจ้างทั่วไปในคลองสุนัขหอนบอกว่า พ้นเขตแม่กลองเข้าไปในเขตสมุทรสาครเพียง 2 กม.เท่านั้น น้ำจะเน่าเสีย ยิ่งเข้าใกล้กลุ่มโรงงานจะได้กลิ่นเหม็น

ส่วนประเด็นกล่าวหากีดขวางทางสัญจรไปมา นายวิชัยบอกว่า “เดี๋ยวนี้เขาใช้รถกันหมดแล้ว จะมีก็แต่เรือชาวบ้านลำเล็กๆ ไม่มีผลต่อการวางโพงพาง เรือวิ่งสบาย”

เข้าสู่เวทีสาธารณะที่วัดเขายี่สาร ต.ยี่สาร อ.อัมพวา มีชาวโพงพางจากเพชรบุรี ฉะเชิงเทรา และในพื้นที่เมืองแม่กลองเข้ามาฟังกว่า 200 คน อาจารย์แมน ตัวแทนคณะกรรมาธิการฯถาม นายอุทัย สิงห์โตทอง ประมงจังหวัด เรื่อง ขั้นตอนการรื้อถอน หนังสือขอให้สิทธิของประมงแม่กลอง และเรื่องการขอทำวิจัยที่นางกานดายืนยันว่าถ้าทำการวิจัยออกมาแล้วพบว่าโพงพางแม่กลองทำลายพันธุ์สัตว์วัยอ่อนมากมายจริงอย่างกรมประมงกล่าว ก็จะขอเลิกทำโพงพางอย่างไม่มีเงื่อนไข

ประมงจังหวัดบอกว่า เรื่องทำวิจัยนั้นยังไม่มีโครงการ การขอผ่อนผันที่ชาวบ้านร้องขอไปนั้น มีหนังสือออกมาแล้วว่า ไม่ให้ผ่อนผัน และบอกว่า “ผมต้องปฏิบัติตามมติ ครม.”

เมื่อประมงจังหวัดยืนยันดังนั้น นายสุรจิต ชิรเวทย์ ส.ว.สมุทรสงครามแสดงทรรศนะว่า เรื่องโพงพางคณะกรรมาธิการสิ่งแวดล้อมฯเคยทำมาตั้งแต่ชาวเพชรบุรีร้องเรียนแล้ว แม้มีมติออกมาก็ไม่ได้รับการปฏิบัติตาม หรือมีความคืบหน้าแต่อย่างใด พลางย้ำว่า เมื่อกรมประมงยืนยันใน พ.ร.บ.ปี 2490 แต่ชาวบ้านก็มีสิทธิตามรัฐธรรมนูญในปัจจุบัน ซึ่งถือเป็นกฎหมายแม่ และเป็นกฎหมายสูงสุด

นพ.นิรันดร์เห็นคล้อยตามกันว่า เมื่อ พ.ร.บ.ประมงปี พ.ศ.2490 กรมประมงนำมาใช้ แต่ชาวบ้านก็สามารถอ้างสิทธิตามรัฐธรรมนูญได้ การใช้กฎหมายต้องดูด้วยว่า คนเดือดร้อนหรือไม่ และการใช้กฎหมายต้องมองเรื่องสิทธิชุมชนด้วย ไม่อย่างนั้นอาจถูกฟ้องร้องได้

“เราต้องยึดกฎหมายแม่บท ไม่อย่างนั้นบ้านเมืองจะลุกเป็นไฟ เพราะฉะนั้นรัฐบาลเองก็ต้องทบทวนนโยบายเหมือนกัน”

พลางตั้งคำถามว่า “อวนลากอวนรุนการทำลายล้างเหมือนเอ็ม 79 แต่โพงพางเหมือนปืนแก๊ป ทำไมต้องให้เลิก ถ้าเอากฎหมายของท่านมาใช้แล้วไม่เอารัฐธรรมนูญไปประกอบ อย่างนั้นฉีกทิ้งเลยเอาไหม”

คำถามของ นพ.นิรันดร์ แม้จะแทนและแทงใจชาวบ้าน แต่เหนือกว่านั้นคือ หลังวันที่ 16 ตุลาคม ชะตากรรมของชาวโพงพางจะเป็นอย่างไร

ขอขอบพระคุณที่มาของข่าว :  http://www.thairath.co.th/column/pol/page1scoop/295588

Google+