อัมพวา ตลาดน้ำอัมพวา และที่พักอัมพวา พร้อมด้วยนานาสาระมากมายกับ AmphawaGuide.com™
  • facebook

หลังจากที่ห่างหายไปจากการเขียน Blog อัมพวาไกด์ไปนานมาก ด้วยสาเหตุนานาประการที่ไม่สามารถแก้ตัวได้ วันนี้ผมได้อ่านข่าวที่ผมเห็นเป็นเีรื่องที่สะดุดตามาอยู่นานแล้วที่อัมพวา ในบริเวณของที่ขายของในตลาดน้ำอัมพวา คือ บรรดาร้านขายไวน์ และเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ต่างๆที่กำลังขยายจำนวนขึ้นเรื่อยๆ จนสามารถพบเห็นได้ทั้ง 2 ฝั่งนี้ โดยผมได้อ่านข่าวหนึ่งที่เป็นการรับเรื่องร้องเรียนจากทางนักท่องเที่ยวที่ต้องการให้มีเจ้าหน้าที่มาตรวจสอบกับร้านค้าที่วางขายเครื่องดื่มเหล่านี้ ได้มีใบอนุญาตหรือไม่ หรือมีการขายตามกฏระเบียบหรือไม่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการขายเครื่องดื่มเหล่านี้ให้กับเยาวชนที่มีอายุต่ำกว่า 20 ปี ซึ่งขัดต่อกฏหมายของบ้านเรา โดยล่าสุดทางหน่วยงานราชการก็ไม่ได้นิ่งนอนใจในประเด็นดังกล่าวก็ได้ส่งเจ้าหน้าที่มาตรวจสอบ และช่วยกันรณรงค์กับร้านค้าผู้ขายของเหล่านี้ช่วยกันดูแลการวางขายเครื่องดื่มเหล่านี้ในตลาดน้ำอัมพวากัน

หวังว่าผู้อ่าน และผู้ที่เดินทางท่องเที่ยวอัมพวา ตลาดน้ำอัมพวา โดยเฉพาะชาวอัมพวา คงอยากเห็นตลาดน้ำอัมพวา เป็นสถานที่เป็นแหล่งขายเครื่องดื่มแอลกฮอล์กันครับ ช่วยกันนะครับ

 

เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ที่วางขายกันเกลื่อนตลาดอัมพวา

เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ที่วางขายกันเกลื่อนตลาดอัมพวา

 

 

Google+

 

วันนี้ผมได้เห็นรูปถ่ายจาก Instagram ของเพื่อนที่ได้ไปขายของที่ตลาดอัมพวา โดยเพื่อนผมได้โพสลงมาว่า “อัมพวาน้ำท่วมเบยยย

ซึ่งผมได้ลองสำเกตดูจากรูปเห็นได้ว่าน้ำจากคลองอัมพวา ได้เอ่อล้นขึ้นมา แต่ยังไม่ท่วมดี แค่น่าจะอยู่ระดับเดียวกับพื้นของตลาดอัมพวามากกว่า สาเหตุน่าจะมาจากปริมาณของน้ำฝนที่ตกลงมาใสช่วงบ่ายมากกว่า และผมจึงเริ่มสนใจเกี่ยวกับสถานการณ์ของน้ำในคลองของอัมพวาจากแม่น้ำแม่กลองจะเป็นอย่างไรบ้างจนกระทั่งมาพบกับข่าวประชาสัมพันธ์สมุทรสงคราม ซึ่งมีเนื้อหาคือ

สถานการณ์น้ำจากเขื่อนแม่กลองผู้ที่อยู่บริเวณริมแม่น้ำแม่กลอง ชลประทานสมุทรสงครามนายสุรพล เขม้นนามัด ผู้อำนวยการโครงการชลประทานสมุทรสงคราม กล่าวว่าแนวโน้มสถานการณ์น้ำของจังหวัดสมุทรสงครามจากการที่ทางเขื่อนศรีนครินทร์ผ่านเขื่อนท่าทุ่งนาและเขื่อนวชิราลงกรณ มีบริมาณรวมกัน440ม/วินาที แต่ในช่วงนี้มีฝนตกมากปริมาณน้ำฝนมากประกอบกับมีปริมาณน้ำจากลำภาชี อ.สวนผึ่งจ.ราชบุรีและปริมาณน้ำจากแม่น้ำลำพะเพินจ.กาญจนบุรี ไหลมารวมกันจึงทำให้มีปริมาณน้ำสะสมก่อนที่จะใหลเข้าสู่เขื่อนแม่กลองในปริมาณมากกว่า 600ม./วินาที เขื่อนแม่กลองควบคุมการระบายน้ำท้ายเขื่อนลงแม่น้ำแม่กลองให้มีปริมาณน้ำในช่วง600-800 ม/วินาที ในช่วงนี้ อาจจะมีน้ำมากตามร่องสวนประกอบกับเป็นช่วงน้ำทะเลหนุนสูงจึงมีน้ำสูงเป็นบางช่วงไปจนถึงวันที่ 14 ตุลาคม 2555ในช่วง 03.00-05.00น และช่วงเวลา15.00-18.00น กลุ่มผู้ที่ใช้น้ำตำบลแพรกหนามแดงที่มีผู้ที่ใช้ทั้งน้ำจืดทำนาและน้ำเค็มประกอบอาชีพเลี้ยงปลาสลิตได้มีการเฝ้าระวังการเปิดบานระบายน้ำทุกแห่งเพื่อพร่องน้ำในช่วงที่มีน้ำทะเลลงและจะไม่ให้มีผลกระทบต่อพื้นที่ของชุมชนน้ำจืดและชุมชนน้ำเค็ม อย่างไรก็ตามทางชลประทานขอให้ส่วนราชการส่วนท้องถิ่นช่วยดูแลวัชพืชที่กีดขวางทางน้ำตามบริเวณหน้าประตูระบายน้ำให้ช่วยกันกำจัดออกไปเพื่อน้ำจะได้ใหลได้สะดวกมากยิ่งขึ้นและขอให้ผู้ที่อาศัยอยู่บริเวณริมแม่น้ำแม่กลองที่มีพื้นที่ต่ำเก็บของขึ้นที่สูงเพื่อความปลอดภัยและเสียหายต่อทรัพสินของทานติดต่อสอบถามสถานการณ์น้ำได้ที่เบอร์ 08194-74646,08487-46219

เห็นข่าวประชาสัมพันธ์นี้แล้วยังไงก็ต้องเตรียมรับมือกับสถานการณ์ของปริมาณน้ำที่จะเพิ่มขึ้นกันด้วยนะครับ

ขอขอบพระคุณที่มาของข่าวประชาสัมพันธ์ : http://pr.prd.go.th/samutsongkhram/ewt_news.php?nid=1930&filename=index

 

Google+

หลายๆคนตอนนี้ไม่สามารถปฏิเสธได้ว่า Social มาเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตเราไปแล้ว วันนี้ Blog อัมพวาไกด์มีอีกช่องทางมาแนะนำครับ โดยตอนนี้ AmphawaGuide ได้มาเพิ่มเติมอีกที่หนึ่งบนรูปแบบของ Instagram คราวนี้เพื่อนสามารถพบกับ รูปภาพ การ Update แบบสดๆร้อนๆ ถ่ายในสถานที่จริง ที่พัีกอัมพวา โฮมสเตย์อัมพวา รีสอร์ทอัมพวาโดยไปถ่ายจากอัมพวาสถานที่จริงสดๆร้อนๆ มาชมกันในภาพตัวอย่างกันดีกว่าครับ

ลองดู และติดตามกันนะครับ อาจจะมีทั้งรูปที่สวยบ้าง และไม่สวยบ้างก็จะพยายาม Update ให้ได้ชมกันนะครับ แล้วติดตามกันได้นะครับกับ Instagram ของ AmphawaGuide หรือใครไม่ได้ใช้ SmartPhone ก็ติดตามกันได้ผ่านทางหน้าเว็บไซต์โดยเข้าใช้งานได้ที่ http://web.stagram.com/n/amphawaguide   ครับ

แล้วพบกันครับ

Google+

วันนี้ Blog อัมพวาไกด์ขอนำเสนอความคืบหน้าของกรณีการสร้างชูชัยบุรีศรีอัมพวามาเพิ่มเติมครับ ไม่ขอพูดพร่ำทำเพลง เชิญอ่านกันเลยครับ

เมื่อวันที่ 10 ตุลาคม กรณีนายชูชัย ชัยฤทธิเลิศ เจ้าของร้านเพชรชื่อดัง กล่าวถึงความคืบหน้าโครงการชูชัยบุรีศรีอัมพวา ตั้งอยู่บริเวณตลาดน้ำอัมพวา ถนนเลียบนที ต.อัมพวา อ.อัมพวา จ.สมุทรสงคราม ที่เคยถูกชาวบ้านบางกลุ่มในพื้นที่คัดค้าน กระทั่งมีการประชุมของกลุ่มประชาชนชาวอัมพวา เมื่อวันที่ 2 ตุลาคมที่ผ่านมา โดยที่ประชุมซึ่งมีผู้เข้าร่วมกว่า 300 คน ต่างเห็นด้วยกับโครงการ พร้อมกับนำแบบชูชัยบุรีทั้ง 6 แบบ มาให้ผู้เข้าร่วมประชุมได้เลือกที่จะนำมาเป็นแบบก่อสร้างตามโครงการ โดยกลุ่มลงมติเลือกแบบที่ 5 เป็นลักษณะอาคารที่มีความเป็นไทยมากขึ้น หลังคาทรงเรือนไทย รวมทั้งการปลูกต้นไม้ไว้ด้านหน้าให้มากขึ้นเหมือนลักษณะบ้านริมคลอง โครงการชูชัยบุรีศรีอัมพวาพร้อมจะทุบตึกโรงแรมในโครงการออก 1 ชั้น ให้เหลือ 3 ชั้น และจะบูรณะบ้านไม้เดิมจำนวน 12 หลัง ให้เสร็จก่อนวันที่ 5 ธันวาคมนั้น

นายชูชัยได้กล่าวว่า มีการประชุมกับทีมงานและคุยเรื่องแบบก่อสร้างกับสถาปนิก ขณะนี้ยังไม่สามารถระบุได้ว่า จะทุบตึกและบูรณะบ้านไม้ 12 หลังวันไหน เนื่องจากต้องหาผู้รับเหมาใหม่ ซึ่งผู้รับเหมาเดิมหมดสัญญาลงแล้ว แต่ที่คุยกันคร่าวๆ โครงการชูชัยบุรีเฟสแรกช่วงบริเวณริมน้ำจะมีบ้านไม้ 12 หลัง จะเสร็จใน 6 เดือนนี้ ส่วนตัวโรงแรมที่จะต้องทุบออก 1 ชั้น จะเสร็จภายใน 18 เดือนนับจากนี้

ด้านนายศิริวัฒน์ คันธารส ประชาคมคนรักแม่กลอง กล่าวถึงการปรับปรุงโครงการชูชัยบุรีศรีอัมพวา ที่เคยถูกชาวบ้านบางกลุ่มคัดค้านการก่อสร้างโครงการว่า ได้มีการประชุมของชาวบ้าน โดยมีการลงมติเลือกแบบปรับปรุงการก่อสร้างแบบที่ 5 จากทั้งหมด 6 แบบ วันนั้นตนไม่ได้เข้าร่วมประชุมด้วย แต่ส่วนตัวได้พูดมาตั้งแต่ต้นแล้วว่า สิ่งที่อยากให้มีก็คือ อยากให้เกิดเวทีนี้ตั้งแต่ต้นของโครงการแล้ว อยากให้มีกระบวนการรับฟังความคิดเห็นกันอย่างรอบด้าน มีนักวิชาการให้ข้อคิด มีประชาชนมาช่วยกันให้ข้อเสนอแนะ แต่สิ่งสำคัญที่จะต้องทำร่วมกันตั้งแต่ต้นในกระบวนการการทำโครงการของการพัฒนาแต่ละพื้นที่ ถึงแม้ว่าตัวกฎหมายจะไม่ได้ถูกกำหนดไว้ว่าใครบ้าง ยกเว้นกฎหมายรัฐธรรมนูญที่เขียนไว้ว่าควรจะมีกระบวนการรับฟังความคิดเห็นอย่างทั่วถึง จริงๆ แล้วคำว่าทั่วถึงจะต้องหมายรวมไปถึงคนที่เกี่ยวข้องทั้งหมด ขณะที่กระบวนการพัฒนาการท่องเที่ยวที่เกิดขึ้นแบบไม่มีกระบวนการพูดคุยกันรับฟังความคิดเห็น การใช้ข้อมูลความรู้และหลักวิชาการอย่างรอบด้านจะพัฒนาไปสู่ทิศทางใด

นายศิริวัฒน์กล่าวต่อว่า เรื่องการออกแบบไม่ใช่หน้าที่เรา ซึ่งไม่ได้มีหน้าที่ไปกำหนดว่าจะต้องเป็นแบบใด หน้าที่นี้ควรเป็นของคนที่มีความรู้ด้านนี้ และคนอัมพวาทุกคนมีหน้าที่ที่จะช่วยกันให้ข้อเสนอ แต่ประเด็นสำคัญเราเสนอแนะประเด็นการจัดเวทีประชาคมรับฟังความคิดเห็นรอบด้าน มีโอกาสเห็นข้อมูลรอบด้าน ถ้ามีอะไรเกิดขึ้นแบบใดบ้าง มีผลกระทบอะไรบ้าง จะมีสิ่งเกิดขึ้นอะไรบ้าง เราเสนอแนะไม่ใช่แค่ชูชัยบุรี แต่ได้เสนอแนะทุกกรณีไม่ว่าจะเป็นการทำโรงงานทอผ้า หรือที่อื่นๆจะมาตั้งโรงงานอุตสาหกรรมในพื้นที่ ควรมีการแลกเปลี่ยนข้อมูลอย่างรอบด้าน ทั้งทางวิชาการ ผลกระทบที่เกิดขึ้น และผลประโยชน์ที่จะเกิดขึ้นในพื้นที่ สิ่งนี้คือสิ่งที่ประชาคมคนรักแม่กลองต้องการและอยากให้เกิดขึ้น สําหรับการก่อสร้างนั้นเมื่อทําไปแล้วก็ทําไป

ด้านนายวิสุทธิ์ ณ บางช้าง เลขานุการนายกเทศมนตรี ตำบลอัมพวา และคณะกรรมการผู้ริเริ่มตลาดอัมพวากล่าวว่า ความคิดเห็นการปรับปรุงการก่อสร้าง ทางโครงการยอมที่จะปรับปรุงทุกอย่าง ซึ่งเป็นความเห็นของคนส่วนใหญ่ ถ้าหากเขาทำเพียงแค่นี้ไม่คิดทำเพิ่มเติมโครงการอะไรต่อไปอีก ก็ไม่เสียหายเท่าไร ซึ่งสิ่งที่เสียหายได้เลยผ่านไปแล้วไม่เสียหายไปมากกว่านี้ แต่ถ้าหากจะทำตลาดน้ำแข่งแทนตลาดเก่าที่เป็นอยู่ทุกวันนี้ มันน่ากลัวมาก ยังคาดเดาไม่ได้

“ผมเป็นห่วงมาก เพราะว่ากว่าจะสร้างมาใช้เวลานานกว่าจะมาถึงตรงนี้ได้ แต่จะมีคนมาชุบมือเปิบซึ่งมีตลาดตรงนี้แล้ว และจะย้ายไปอีกที่หนึ่ง เขามีเงินมากกว่าสามารถจะไปเนรมิตอะไรก็ได้ จึงรู้สึกเป็นห่วงความเป็นตลาดน้ำที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติมาก” นายวิสุทธิ์กล่าว

นางอัฉรา วงษ์สมิต ชาวอัมพวา ให้ความคิดเห็นว่า แบบที่ 5 จะเป็นแบบท้าย เท่าที่ดูการปลูกต้นไม้ที่บดบังหมด แต่วันข้างหน้าคิดอยู่คนเดียวว่า ถ้าเขาโชว์อย่างนี้ วันข้างหน้าถ้าเขาไม่ทำ เดี๋ยวคนก็จะลืมสิ่งที่มีต้นไม้ปกคลุม แบบที่ 5 ทั้งโครงสร้างตัวอาคารและวันนี้เขาโชว์ต้นไม้ เขาได้นำต้นไม้มาพลางแล้ว แต่วันข้างหน้าคนไม่ได้นึกถึงในสิ่งที่เขาจะดูแลต่อไป แต่หากวันข้างหน้าไม่มีต้นไม้ แต่จะมีตัวอาคารจะเป็นอย่างไร ขณะนี้กระแสแรงชาวบ้านก็ยกมือให้โครงการชูชัยไป

นางอัฉรากล่าวต่อว่า ในส่วนด้านตลาดถ้าเรามองด้านผู้ค้าจริงๆ ก็ไม่ต้องกลัวอะไร ตลาดอัมพวาน่าจะมีความยั่งยืนกว่านั้น คนที่โวยวายอาจจะมองเพียงด้านผลประโยชน์ ขณะที่โครงการมาถึงขั้นนี้แล้ว ส่วนตลาดของชูชัยบุรีน่าจะเป็นอีกตลาดหนึ่ง ลูกค้าของเขาน่าจะเป็นพรีเมี่ยม เป็นลูกค้าต่างประเทศและลูกค้านำเข้า ขณะที่คนอัมพวาจะมีลูกชิ้นปิ้ง มันทอด แล้วจะนำไปขายในตลาดของโครงการจะเหมาะสมกันหรือไม่ ชูชัยอาจจะให้ไปขาย แต่ถามว่าจะมีคนซื้อของเหล่านี้ไหม รออีกสักระยะหนึ่งแม่ค้าเหล่านี้ก็จะต้องตายไปเอง ทุกอย่างก็จะเป็นอาณาจักรของชูชัยบุรี แต่วันนี้กระแสแรงมาก ขณะนี้จะมีพีอาร์ (ประชาสัมพันธ์) ที่มาลดกระแสลงไป หากมีการขายอย่างที่มองดู คนที่จะเข้าไปขายน่าจะเป็นครกทองสากกะเบือฝังเพชรประมาณนี้ คนอัมพวาไม่มีสิทธิที่จะเข้าไปขายเลยหากดูภาพนี้ วันนี้จึงอยากให้จบลงดี

ขอขอบพระคุณที่มาของข่าวที่นำมาประชาสัมพันธ์ : http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1349927107&grpid=&catid=19&subcatid=1906

Google+

วันนี้ Blog AmphawaGuide.com มีข่าวคราวอัมพวา และความคืบหน้าของโครงการชูชัยบุรีมานำเสนอครับ เป็นข่าวที่น่ายินดีครับ ที่โครงการนี้มีทางออกที่มีความสุขกันทั้งสองฝ่าย ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายของชาวบ้าน และทางฝ่ายของคุณชูชัย เจ้าของโครงการ โดยมีเนื้อหาของรายละเอียดดังนี้ครับ

จากที่ก่อนหน้านี้มีข่าวการรื้อถอนเรือนแถวไม้จำนวน 12 ห้อง เพื่อก่อสร้างโรงแรมหรูระดับห้าดาว “ชูชัยบุรี ศรีอัมพวา” ของนักธุรกิจค้าเพชรระดับพันล้าน ชูชัย ชัยฤทธิเลิศ จนเกิดเสียงคันค้านจากชาวบ้านเพราะกรงจะกระทบวิถีชีวิตและวัฒนธรรมของชาวอัมพวาที่เคยมีมา

วันนี้ (2 ต.ค.) ที่ห้องประชุมสาธารณสุขเทศบาล ต.อัมพวา อ.อัมพวา จ.สมุทรสงครามได้จัดประชุมรับฟังความคิดเห็นของประชาชน โดยมีนายชูชัย ชัยฤทธิเลิศ ประชาชนใน ต.อัมพวา และใกล้เคียงมาร่วมแสดงความเห็นประมาณ 300 คน รวมทั้งผู้ทรงคุณวุฒิต่างๆ

ทั้งนี้นายชูชัย เจ้าของโครงการชูชัยบุรีศรีอัมพวา ได้ชี้แจงแนวทางการปรับปรุงโครงการ โดยห้องแถวเรือนไม้ชายคลองอัมพวาทั้ง 12 ห้อง ที่เป็นปัญหาจะไม่รื้อ แต่จะปรับปรุงให้เหมือนเดิม ส่วนรูปแบบของอาคาร ได้นำเสนอ 6 รูปแบบให้คนในท้องถิ่นเลือก โดยผู้เข้าร่วมกิจกรรม แสดงความคิดเห็นซึ่งส่วนใหญ่เห็นด้วยกับการก่อสร้างโรงแรมแบบที่ 5 คือปรับแบบตัวอาคาร , ทรงหลังคาและปรับสีให้สอดคล้องกับวัฒนธรรมในชุมชน และลดรายละเอียดความเป็นยุโรปให้น้อยลง

ภายหลังการประชุมประชาชนได้นำดอกกุหลาบมามอบให้นายชูชัย และมอบเสื้อเขียนคำว่า “อัมพวา” ให้นายชูชัย โดยนายชูชัยกล่าวว่าพร้อมทำทุกอย่างที่คนในท้องถิ่นต้องการ ตนรู้สึกดีใจที่ชาวบ้านอ้าแขนรับ และมั่นใจว่าโครงการนี้จะนำรายได้กลับมาสู่ชาวอัมพวา โดยจะมีเงินส่วนหนึ่งในการอนุรักษ์สังคมอย่างถาวร

หลังจากได้เห็นข่าวนี้แล้ว ทาง Blog AmphawaGuide.com ก็มองว่าเป็นสิ่งที่น่ายินดีที่ทั้งสองฝ่ายที่หาทางออกได้ และเป็นทางออกที่มีความสุขกันทั้งสองฝ่าย รวมทั้งเป็นการสร้างสิ่งที่ดีให้กับอัมพวา พื้นที่ที่ทุกๆคนรัก และอยากให้อัมพวาของเราเป็นพื้นที่ที่ยังคงไว้ซึ่งวัฒนธรรม และแบบแผนของวิถีชีวิตที่เรียบง่ายสืบไป
ขอขอบคุณที่มาของข่าวโดย : http://news.mthai.com/general-news/194519.html 

Google+

ลานวัฒนธรรมนาคะวะรังค์

สำหรับหลายๆท่านที่เคยได้ไปเที่ยวอัมพวา และได้มีโอกาสเดินเที่ยวจับจ่ายซื้ออาหารรับประทานกันที่ตลาดน้ำอัมพวา และได้มีโอกาสเดินไปเรื่อยๆจนกระทั่งถึงโครงการอัมพวาชัยพัฒนานุรักษ์แล้วจะได้พบกับอาหารไทย และขนมไทยโบราณให้ได้ซื้อหากันเพื่อกลับไปรับประทานที่บ้าน หรือนั่งรับประทานกัน จะพบกับลานอเนกประสงค์ลานหนึ่ง ที่เป็นลานไว้แสดงกิจกรรมต่างๆของนักเรียนจากโรงเรียนต่างๆที่มาแสดงกิจกรรมที่น่าสนใจต่างๆ ลานแห่งนั้นเรียกว่า”ลานวัฒนธรรมนาคะวะรังค์

 

ลานวัฒนธรรม “นาคะวะรังค์” ตั้งอยู่ที่โครงการอัมพวาชัยพัฒนานุรักษ์ ใช้เป็นลานอเนกประสงค์ใช้สำหรับการแสดงกิจกรรมการละเล่นต่างๆ  เป็นลานที่สำหรับแสดงกิจกรรมที่ใช้ในด้านของการส่งเสริมวัฒนธรรมและประเพณีของท้องถิ่นวิถีชีวิตลุ่มแม่น้ำแม่กลองและชุมชนอัมพวา ไม่ว่าจะเป็นการแสดงการแสดงผลงานการจักสานของชาวบ้าน แสดงการทำขนมไทยโบราณต่างๆ การแสดงการละเล่นของเด็กนักเรียนจากโรงเรียนต่างๆ สำหรับที่มาของชื่อลานเอนกประสงค์แห่งนี้ที่มีชื่อว่า “นาคะวะรังค์” นั้น เพื่อเป็นการแสดงถึงเกียรติคุณแก่คุณประยงค์ นาคะวะรังค์ ผู้น้อมเกล้าฯถวายที่ดินที่ก่อให้เกิดประโยชน์แก่ชาวอัมพวาชุมชนอัมพวาและชาวไทยที่รักวิถีชีวิตแห่งความเป็นไทย

หากใครได้มีโอกาสได้เดินเที่ยวตลาดน้ำอัมพวาในช่วงสุดสัปดาห์วันหยุดที่กำลังจะมาถึงนี้ อย่าลืิมไปแวะเวียนเที่ยวชมลานวัฒนธรรมนาคะวะรังค์ เพื่อชมการละเล่นต่างๆ และอุดหนุนอาหารไทย ขนมไทย และของฝากจากชาวอัมพวาไปฝากคนที่บ้านให้ได้ลิ้มลองรสชาดความอร่อยของอาหารอัมพวากัน

Google+

บทความ “การสูญสิ้นทุนทางวัฒนธรรมที่อัมพวา”

ช่วงนี้ทาง Blog AmphawaGuide.com ขอนำเสนอบทความมาให้อ่านอีกครั้งครับ โดยช่วงนี้ทางผมจะพบบทความที่เกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงของอัมพวา อย่างมากมาย ซึ่งแต่ละบทความก็จะมีทัศนะ และความคิดเห็นแตกต่างกันไปเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญของอัมพวา โดยบทความนี้เป็นบทความที่มาจาก Matichon Online  ในคอลัมน์ของ กระแสทรรศน์ โดย ปรีดี พิศภูมิวิถี ในวันที่ 18 กันยายน 2555 ที่ผ่านมา มีเนื้อหาดังนี้ครับ

ช่วงวันหยุดที่ผ่านมาแวะไปอัมพวาตามคำชักชวนของเพื่อนฝูง ใจหนึ่งอยากดูว่าอัมพวาเปลี่ยนแปลงไปมากน้อยเพียงใด หลังจากที่เคยมาเมื่อหลายปีก่อน และยิ่งได้อ่านหนังสือนำเที่ยวที่มักจะ (หลอก) ให้ภาพว่า เมืองนี้ยังคงมีกลิ่นอายของวัฒนธรรมเต็มทั่วคุ้งน้ำ มีการจัดการทางวัฒนธรรมที่ดีเยี่ยม พร้อมภาพประกอบในหนังสือหลายต่อหลายเล่มก็ยิ่งยืนยันว่าอัมพวางดงามตลอดทั้งกลางวันและกลางคืน เพียงเท่านี้ก็ยิ่งเร่งให้อยากไปดูอัมพวามากขึ้นกว่าเดิม

แต่เมื่อได้ไปสัมผัสจริงๆ แล้วกลับมีแต่ความผิดหวังทั้งสิ้น อัมพวายามเสาร์-อาทิตย์เต็มไปด้วยแสงสีและมลพิษทางเสียงที่ไม่น่าไปเที่ยวแม้แต่น้อย จึงน่าใคร่ครวญว่าเกิดอะไรขึ้นกับการจัดการภูมิสังคมวัฒนธรรมที่อัมพวา และคนที่อัมพวาควรมีวิธีการอย่างไรในการดำรงตนอยู่ให้ได้ในช่วงที่กระแสความบ้าตลาดย้อนยุคกำลังเข้าเส้นผู้ที่กระหายเงิน

ปัญหาที่เกิดขึ้นกับเมืองอัมพวา หรือเฉพาะเจาะจงลงไปที่ตลาดน้ำและบริเวณใกล้เคียงมีอยู่มากมาย อย่างที่เห็นเด่นชัดคือระบบการขนส่งและความไร้ระเบียบของการจัดการการค้าขาย ประเภทพ่อค้าแม่ค้าที่ใคร่ขายก็ตั้งวางของมีให้เห็นทุกที่

ผู้เขียนลงเรือข้ามฟากจากวัดบางลี่ใหญ่ ครั้นขึ้นเรือมาก็พบกับพ่อค้าแม่ค้ามากมายทั้งสองฝั่งถนน มีทั้งของกินแบบทั่วๆ ไป และของที่ดูว่าน่าจะเป็นเอกลักษณ์ของอัมพวา แต่สินค้าที่วางขายก็มิได้แปลกตากว่าที่พบเห็นทั่วไปในกรุงเทพฯและตลาดอื่นๆ มีเพียงป้ายโฆษณาว่าเป็นสินค้าจากอัมพวาเท่านั้นที่ทำให้ดูเด่นขึ้นมา คนที่เดินซื้อของสามารถเลือกซื้อได้ทุกอย่าง ทั้งของกิน (ซึ่งก็ไม่ได้มีอะไรแปลก) ข้าวของเครื่องประดับที่มาจากทุกเมืองในประเทศไทย

แม้กระทั่งแป้งทาหน้าจากพม่าก็ยังมี

เดินเบียดเสียดกันข้ามสะพานมาก็เกือบจะแย่ ทำให้คิดได้ว่าสองฝั่งคลองอัมพวาดูน่าจะเป็นที่มีปัญหาในการจัดการมากที่สุด เพราะเมื่อรู้ดีว่าตลาดนี้จะเปิดเฉพาะวันเสาร์-อาทิตย์และวันหยุดนักขัตฤกษ์แล้ว ก็ยังไม่สามารถจัดการเส้นทางเดินภายในได้ง่าย อาจต้องใช้ระบบเดินทางวนทางเดียวเข้ามาช่วยจัดการ

ปัญหาต่อมาคือ พ่อค้าแม่ค้าริมคลองและที่รุกล้ำลงไปในคลอง ซึ่งกลายเป็นว่าจะต้องนั่งรับประทานอาหารที่พื้น โดยมีเรือมากมายลอยลำประกอบอาหารอยู่แล้วลำเลียงส่งให้ลูกค้าทางกระชอนขนาดใหญ่ บรรยากาศเช่นนี้ดูไม่น่าอภิรมย์นัก เพราะไม่ต่างอะไรกับการกินข้างถนนที่มีฝุ่นละออง

อีกประการหนึ่งคือ เรื่องเรือนำชมหิ่งห้อยที่อาจเป็นปัญหาเกี่ยวเนื่องกับบทบาทหน้าที่ของเทศบาลที่ต้องจัดระเบียบให้เรียบร้อยกว่านี้มาก กลับกลายเป็นว่าทุกเย็นเสาร์-อาทิตย์ มีเรือนับร้อยลำจอดรอลูกค้า (นัยว่ามีเรือกว่า 100 ลำ ที่จะใช้เวลาเดินทางท่องเที่ยวรอบละ 1 ชั่วโมง 20 นาที) ท่ามกลางเสียงตะโกนโหวกเหวกริมคลองสลับกับเสียงเร่งเครื่องยนต์ หากเป็นเช่นนี้แล้วจะให้อัมพวาสงบลงได้อย่างไร

ที่จริงผู้เขียนก็เชื่ออยู่ว่าผู้มีอำนาจทั้งหลายที่จัดการเรื่องนี้ต่างเห็นพ้องกันหมดว่า หากความเป็นอัมพวาเช่นนี้หายไป ก็คงทำให้เศรษฐกิจของอัมพวาหมดสิ้นลงแน่

ปัญหาคือทุนทางวัฒนธรรมของอัมพวาอยู่ที่ใด และจะจัดการต่อยอดทุนนั้นได้อย่างไร

ทุนอย่างแรกที่น่าจะมองข้ามกันไปหรือเอาเข้าจริงก็คือไม่จำเป็นต้องใส่ใจ คือ ระบบคลองและแหล่งน้ำ

เพราะทุกครั้งที่มีการประกาศโฆษณาท่องเที่ยวตลาดอัมพวา ไม่เคยมีใครยกเรื่องคลองเข้ามาเป็นจุดขายลำดับแรก อย่างดีก็บอกเพียงว่าอัมพวามีคลองไว้ดูหิ่งห้อย

หิ่งห้อยและเรือจึงกลายเป็นจุดขายมากกว่าคลองทั้งหมด

แต่ควรหวนระลึกด้วยว่าที่ราบลุ่มแถบ “สวนนอก” ที่เคยอุดมสมบูรณ์มาแต่ครั้งต้นกรุงรัตนโกสินทร์เป็นอย่างไร ลำคลองจึงมิใช่เพียงเพื่อลอยลำเร่ขายสินค้า การที่ล่องเรือเพื่อเข้าไปดูหิ่งห้อยในลำคลองจึงมิเพียงพอที่จะรู้จักว่าระบบการจัดการน้ำของชุมชนทำอย่างไร สวนผลไม้ต่างๆ ที่มีชื่อเสียงของอัมพวาดำรงอยู่ได้ด้วยเหตุผลเดียว คือ การจัดระบบน้ำให้ทั่วถึงและระบายออกอย่างรวดเร็ว ซ้ำการที่มีเรือวิ่งเข้า-ออกกว่า 100 ลำ ก็ยังไม่มีใครสนใจศึกษาว่าระบบนิเวศที่มีอยู่เป็นอย่างไร ตลิ่งถูกกัดเซาะหรือไม่

ต้นทุนอย่างที่สองคงเป็นทุนทางวัฒนธรรมของอัมพวา ที่ริมคลองอัมพวามีห้องพิพิธภัณฑ์วิถีชีวิตคนอัมพวาจัดแสดงในห้องเล็กๆ มีเรือโบราณจัดแขวนแสดงที่ผนังด้านนอก ส่วนข้างในมีข้าวของเครื่องใช้ของคนรุ่นเก่าจัดแสดงอยู่มากมาย แต่น้อยคนนักที่จะเดินเข้าไปชม เพราะทั้งหมดต่างมุ่งหน้าไปหาของรับประทานริมตลิ่ง หรือยืนฟังเสียงเพลงคาราโอเกะที่มีบริการแทน

คนที่มาเที่ยวไม่รู้เลยว่าบ้านเรือนของคนอัมพวาแบบเดิมเป็นอย่างไร มีอาชีพอะไรบ้างที่คนรุ่นเก่าดำเนินกิจการกันสืบต่อมาจนปัจจุบัน ซ้ำไม่รู้ด้วยว่าคนอัมพวาที่มีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักในท้องถิ่นหรือระดับประเทศมีใครบ้าง ข้อมูลเหล่านี้ควรที่เทศบาลเองน่าจะเป็นผู้ที่รับผิดชอบจัดหาให้เป็นความรู้บริการแก่สาธารณะ จะได้บอกได้อย่างเต็มปากเต็มคำว่า คนอัมพวามีเชื้อสายเหล่าก่อสืบขึ้นไปได้ย้อนหลังหลายชั่วคน

ต้นทุนที่สามคงเป็นต้นทุนทางความคิดและความพยายามในการอนุรักษ์ มากกว่าที่จะเห็นแก่การขายของได้ เพราะสินค้าบรรดาที่รับซื้อมาจากกรุงเทพฯหรือเมืองต่างๆ แล้วมาขายที่อัมพวา ก็ไม่ควรจะมีอยู่อีกต่อไป อันแสดงว่าความคิดในเรื่องต้นทุนทางวัฒนธรรมกำลังตีบตัน กลุ่มชาวบ้านที่อัมพวาหรือนักวิชาการท้องถิ่นควรให้ความร่วมมือในการจัดสรรพื้นที่เรียนรู้ชุมชนขึ้น

มีใครลองถามชาวบ้านหรือไม่ว่าของกินแบบเดิมๆ ขนมแบบเดิมที่ใช้มะพร้าวในสวน รวมทั้งอาหารต่างๆ หายไปไหนหมด

หากจะว่ากันตามจริงแล้ว หลายคนเห็นด้วยว่าวัฒนธรรมเช่นที่อัมพวานี้เอง เป็นแหล่งรวมวัฒนธรรมที่หลากหลายและก็น่าจะนับว่าเป็นเสน่ห์ของอัมพวาได้อย่างหนึ่ง แต่วัฒนธรรมหรือประเพณีเช่นนี้มีข้อดีข้อด้อยอย่างไร

ผู้เขียนไม่เชื่อว่าลักษณะวัฒนธรรมที่อัมพวานี้จะสะท้อนให้เห็นภาพความต่อเนื่องของคนอัมพวาที่จริงได้ เพราะไม่มีคนอัมพวาที่พอจะมีสิทธิมีเสียงที่จะปลุกเร้าขึ้นได้ว่าควรมีการเผยแพร่ความรู้ที่ดีสักครั้ง เพราะต่างก็ตกอยู่ภายใต้แนวคิดการค้าขายโดยใช้ทุนที่บรรพบุรุษให้มาแต่ถ่ายเดียว

หนทางแก้ไขมิใช่ว่าจะสิ้นไร้ไปหมด เพียงว่าคนอัมพวาเองจะต้องรู้จักตัวตนของตนมากกว่านี้ และต้องให้หน่วยงานอื่นเข้ามาศึกษาอย่างเป็นระบบ เช่น ระบบการจัดการขนส่ง การสร้างพิพิธภัณฑ์ที่ดูดีกว่านี้ และให้คนเข้าไปรู้จักตัวตนของอัมพวามากกว่านี้

ครั้งหน้าจะไปเยือนอัมพวาอีกครั้ง และจะมาเล่าให้ฟัง

ที่มา : http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1347945107&grpid=03&catid=03

พบกับบทความ ข่าวคราวของอัมพวา และนานาบทความที่น่าสนใจเกี่ยวกับอัมพวา และตลาดอัมพวาได้ทุกวันที่ Blog AmphawaGuide.com

Google+

“ทรรศนะอุจาดอัมพวา”บทเรียนที่มีค่าของสังคมไทย

ชูชัยบุรีศรีอัมพวา

ชูชัยบุรีศรีอัมพวา

วันนี้ผมได้มีโอกาสนั่งอ่านบทความจากข่าวของ Manager.co.th เป็นเนื้อหาของข่าวที่มีหัวข้อที่ค่อนข้างแปลก และเป็นคำที่ไม่เคยได้ยิน โดยบทความที่ผมจะพูดถึงนี้ชื่อว่า ”ทรรศนะอุจาดอัมพวา”บทเรียนที่มีค่าของสังคมไทย โดย ปิ่น บุตรี  โดยได้พูดถึงกรณีที่เกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงของอัมพวา และกรณีของคุณชูชัย ที่ได้มาปลูกสร้างชูชัยบุรีศรีอัมพวาที่อัมพวา  โดยผู้เขียนได้กล่าวถึงการเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงของอัมพวา ที่เริ่มจากเมืองที่มีชีวิตที่เรียบง่าย มีความเป็นวิถีชาวบ้าน และวิถีชุมชนแบบอนุรักษ์ไปสู่เมืองที่กำลังเต็มไปด้วยเศรษฐกิจ และการแข่งขันกันในด้านการค้าขาย  มีการเปลี่ยนแปลงจากการค้าขายอาหาร และผลไม้ของชาวบ้านในอัมพวา กลายเป็นการค้าขายของนักธุรกิจนอกพื้นที่ เพราะสภาพการค้าขายและเศรษฐกิจของตลาดอัมพวา กำลังไปในทิศทางที่ดีจึงเป็นที่ต้องการสำหรับพ่อค้า และนักลงทุนจากภายนอกพื้นที่  โดยเป็นที่เห็นได้ชัดที่สุดคือ การลงทุนและมาสร้างชูชัยบุรีศรีอัมพวาที่สร้างความคึกโครมให้กับประชาชนได้รับรู้ถึงการเปลี่ยนแปลงของอัมพวา  ในการสร้างชูชัยบุรีศรีอัมพวานี้ ได้สร้างทรรศนะอุจาด เพราะเป็นการสร้างโรงแรมที่มีรูปร่างและลักษณะ แตกต่างกันกับบ้านเรือน และห้องแถวของคลองอัมพวา  เนื้อหาของบทความนี้ให้เนื้อหาดังนี้

 

กรณี“ชูชัยบุรีศรีอัมพวา” ที่ปรากฏเป็นข่าวโด่งดังจนกลายทอล์คออฟเดอะทาวน์ไปทั่วเมืองเมื่อไม่นานมานี้ คงต้องมองย้อนไปถึงการเติบโตและความเปลี่ยนแปลงของอัมพวา ที่มีผลสำคัญต่อการเปลี่ยนผ่านจากวิถีเมืองใกล้กรุงอันสงบงามมาสู่วิถีของเมืองท่องเที่ยวอันโด่งดังเลื่องชื่อ
โดยทั้งอัมพวา ปาย เชียงคาน ถือว่าเติบโตมาในโมเดลคล้ายๆกัน แตกต่างกันในรายละเอียดเท่านั้น ซึ่งผมไม่อยากให้เป็นแค่กระแสชั่ววูบแล้วเงียบหายต๋อมไปแบบไฟไหม้ฟาง เพราะในอดีตมีเรื่องราวทำนองนี้เกิดขึ้นอยู่บ่อยครั้ง แต่ว่าคนไทยลืมง่าย สุดท้ายเรื่องก็มักจะเงียบหายไป เหมือนกับว่าที่ผ่านมาไม่มีอะไรเกิดขึ้น

อัมพวาบนความเปลี่ยนแปลง

ความเปลี่ยนแปลงของชุมชนอัมพวา จ.สมุทสงคราม ได้เริ่มเดินเข้าสู่โหมดเมืองท่องเที่ยวอย่างเด่นชัดในราวๆ ปี พ.ศ. 2547 เมื่อเทศบาลตำบลอัมพวากับชาวชุมชนได้ร่วมแรงกันผลักดันโครงการตลาดน้ำยามเย็นขึ้น เพื่อเป็นการรื้อฟื้นวิถีในอดีตที่เคยโดดเด่นของอัมพวา และเมืองแม่กลอง
อัมพวาในยุคนั้นถือเป็นเสน่ห์อันชวนหลงใหลของใครและใครจำนวนมาก โดยเฉพาะชาวกรุงผู้โหยหาอดีต ซึ่งอัมพวามีหลายสิ่งหลายอย่างสนองตอบจริตและรสนิยมของพวกเขาได้เป็นอย่างดี ไม่ว่าจะเป็น เรือกสวนอันร่วมรื่น ต้นไม้สายน้ำ ตลาดน้ำชุมชน(ที่ช่วงนั้นโดดเด่นไปด้วยเสน่ห์ในวิถีพื้นบ้านและวิถีการค้าขายริมน้ำแบบดั้งเดิม เรือนไม้เก่าแก่ริมน้ำอันทรงเสน่ห์ บ้านเรือนทรงไทย ร้านอาหารชาวบ้านอร่อยๆ และอีกหลายสิ่งหลายอย่างในอารมณ์ย้อนยุคสารพัดสารพัน
นอกจากนี้อัมพวายังมีหิ่งห้อยส่องแสงระยิบระยับให้ล่องเรือชมกันในยามค่ำคืน ซึ่งนี่ถือเป็นอีกหนึ่งไฮไลท์ และทำให้เกิดกระแสการเที่ยวชมหิ่งห้อยยามราตรีตามมา

สิ่งต่างๆเหล่านี้นับเป็นแม่เหล็กชั้นดีดึงดูดให้ชาวกรุง วัยรุ่น คนบ้ากล้อง และผู้ที่นิยมในกระแสย้อนยุค นิยมในกระแสโบราณบานบุรี เดินทางเข้ามาเที่ยวอัมพวากันอย่างต่อเนื่อง

แต่สิ่งต่างๆเหล่านี้ก็ทำให้อัมพวาโด่งดังเป็นพลุแตกเพียงชั่วข้ามคืน เกิดเติบโตทางการท่องเที่ยวอย่างพุ่งพรวดรวดเร็ว

อัมพวาที่เปรียบดังสาวชนบทใสซื่อเริ่มเปลี่ยนเป็นสาวที่มีจริตจะก้าน เมื่อนักท่องเที่ยวยิ่งเข้ามาเยอะ เม็ดเงินยิ่งเข้ามาเยอะ แนวคิดดั้งเดิมของเทศบาลที่วางไว้ตั้งแต่การเปิดตลาดน้ำในปี 47 ซึ่งกำหนดกติกาให้ผู้ขายสินค้าในตลาดน้ำอัมพวา และร้านค้าสองฝั่งคลอง จะต้องเป็นคนอัมพวา สินค้าที่นำมาขายต้องเป็นสินค้าของอัมพวา ราคาสินค้าต้องขายในราคาอัมพวา ได้เปลี่ยนไป กลายเป็นการเปิดช่องให้นายทุนต่างถิ่นเข้ามาลงทุน

จากนั้นเรือนแถวไม้ของชาวบ้านหลายหลัง ได้แปรสภาพเป็นบ้านเรือนร้านรวงตกแต่งสีฉูดฉาดตามรสนิยมคนกรุง อาคารบ้านเรือนหลายแห่งแปรเปลี่ยนเป็นโฮมเสตย์ โรงแรม ที่พัก พร้อมกับราคาที่พักที่ถีบตัวสูงขึ้นตามต้นทุนและปัจจัยประกอบอื่นๆ อาคารไม้หลายหลังกลายเป็นร้านกาแฟ ร้านขายของที่ระลึก ที่ส่วนใหญ่แล้วดูเหมือนๆกันทั้งประเทศ เรือแจวพาชมหิ่งห้อยเปลี่ยนเป็นเรือเครื่องเพราะมีนักท่องเที่ยวมาเป็นจำนวนมาก เรือเครื่องจุคนได้มากกว่า สะดวกรวดเร็วกว่า และทำรอบได้ดีกว่า

เมื่อนักท่องเที่ยวมาก คนมาก หิ่งห้อยกลับยิ่งลดลง แถมซ้ำร้ายยังก่อให้เกิดความรำคาญกับชาวบ้านหลายๆคนที่อยู่ในเส้นทาง ถึงขนาดตัดรำคาญด้วยการฟันต้นลำพูทิ้งมันซะเลย เพื่อจะได้ไม่มีหิ่งห้อยให้คนมาดูรบกวนการพักผ่อนของพวกเขา เกิดเป็นรอยปริร้าวในชุมชนขึ้นมา

ทรรศนะอุจาด

ความเปลี่ยนแปลงของอัมพวา ไม่ได้เกิดเฉพาะทางกายภาพเท่านั้น แต่มันได้เกิดกับวิถีชุมชน และทำให้คนในเริ่มเปลี่ยนหน้ากลายเป็นคนนอก เพราะมีนายทุนจากต่างถิ่นก็ทยอยกันเข้ามา เพราะกลิ่นธุรกิจท่องเที่ยวที่อัมพวามันช่างหอมยั่วยวนนัก โดยหนึ่งในทุนต่างถิ่นที่เข้ามาในอัมพวาและเกิดเป็นข่าวโด่งดังเมื่อไม่นานมานี้ก็คือ “ชูชัย ชัยฤทธิเลิศ” นักธุรกิจเพชรชื่อดัง ที่ใช้เงินซื้อที่ริมน้ำพร้อมทำการรื้ออาคารเรือนไม้เก่า เพื่อสร้างโครงการ “ชูชัยบุรีศรีอัมพวา(รีสอร์ท แอนด์ สปา)”

“ชูชัยบุรีศรีอัมพวา” เป็นโรงแรมหรู 4 ดาว ที่จะแล้วเสร็จในอีกไม่นานนี้ ซึ่งสำหรับโครงการนี้เมื่อแรกก่อสร้างก็ตกเป็นข่าวบ้าง แต่ไม่เกิดเป็นกระแสฮอตฮิตเท่าหลังโครงการใกล้จะแล้วเสร็จ
ซึ่ง หากจะพูดกันในแง่กฎหมายแล้ว ชูชัยไม่ได้ทำผิดกฎหมาย โดยอดีตนายกเทศมนตรีตำบลอัมพวา นายพัชโรดม อุนสุวรรณ ได้ออกมาเปิดเผยผ่านสื่อมวลชนว่า เหตุที่เขาต้องให้อนุญาตในการอนุมัติโครงการเพราะผู้ร้องขอสร้างอาคารทำถูกต้องตามกฎระเบียบ เพราะกฎหมายเปิดช่องไว้

แต่เรื่องนี้ที่กลายเป็นประเด็นร้อนแรงขึ้นมา เพราะหนึ่ง โครงการนี้ได้รื้ออาคารเรือนไม้เก่าส่วนหนึ่งที่ถือเป็นอัตลักษณ์ของอัมพวาทิ้งไป ส่วนอีกเรื่องหนึ่งก็คือการสร้างอาคารที่มีรูปทรงหน้าตาประดักประเดิดดูผิดที่ผิดทาง ไม่กลมกลืนกับกลุ่มอาคารท้องถิ่นและไม่เข้ากับสภาพแวดล้อมขอชุมชนอัมพวา

สำหรับในประเด็นอาคารที่สร้างไม่กลมกลืนกับสภาพพื้นที่ สภาพแวดล้อม หลุดโดดดูผิดที่ผิดทาง ผิดกาลเทศะ ผิดถิ่นผิดฐานนั้น เพื่อนผมที่เป็นสถาปนิกมันบอกว่าในทางวิชาการเขาเรียกว่า “ทรรศนะอุจาด”
บ้านเรือนหลายหลังแปรสภาพเป็นร้านขายของสำหรับนักท่องเที่ยว

ทรรศนะอุจาด ศัพท์คำนี้ ท่านอาจารย์ แสงอรุณ รัตกสิกร ได้เขียนไว้ในบทความ “ทรรศนะอุจาด” ในหนังสือ “ตึก ต้นไม้ และแสงอรุณ โลกทัศน์ของสถาปนิก” ว่า

…มลภาวะทางสายตา ซึ่งตรงกับคำศัพท์อังกฤษว่า Visual Pollution เป็นคำที่บัญญัติขึ้นใหม่เพื่อให้ทันต่อเหตุการณ์ซึ่งเกิดขึ้นในบ้านเมืองเรา ซึ่งมีสภาพทรุดโทรมในความงามของบ้านเมืองและสภาพธรรมชาติแวดล้อม คำนี้อาจจะยาวยืดยาด จึงขอใช้ศัพท์ของตัวเองว่า ทรรศนะอุจาด… (ตัวสะกดอ้างอิงจากหนังสือเล่มเดียวกันนี้)

ในบทความนี้ อ.แสงอรุณ ยังได้พูดถึงเรื่องทรรศนะอุจาดที่เกิดขึ้นในเมืองเชียงใหม่อย่างถึงกึ๋น (ใครสนใจคงต้องไปเสาะหาหนังสือเล่มนี้ตามห้องสมุดใหญ่ๆมาอ่านเอาเอง)

หนังสือเล่มนี้พิมพ์ครั้งแรกตั้งแต่เดือน มกราคม ปี พ.ศ. 2530 มาวันนี้เรื่องราวทรรศนะอุจาดในบ้านเราที่ อ.แสงอรุณ ทักท้วงมากว่า 25 ปี หาได้ดีขึ้นไม่ หากมีแต่จะดูแย่ลงไปเรื่อยๆ

เคารพท้องถิ่น

เรื่องทรรศนะอุจาดของโครงการชูชัยบุรีฯที่เกิดขึ้นในอัมพวานั้น ก่อให้เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์ ในเรื่องการเคารพในท้องถิ่นตามมา โดย อ.สุวิทย์ วงศ์รุจิราวาณิชย์ แสดงทัศนะ(บางตอน)ไว้ในบทความ “อัตลักษณ์ท้องถิ่น ภูมิปัญญาที่นักออกแบบไม่ควรมองข้าม” ที่ลงใน นสพ. กรุงเทพธุรกิจ ฉบับวันที่ 10 ก.ย. 55 ว่า

…นักสร้างสรรค์มักจะหลงลืม การศึกษาถึงรูปแบบอัตลักษณ์ที่นักออกแบบกำลังทำงานอยู่ ถามว่า “ทำไมต้องสนใจในอัตลักษณ์” คำตอบง่ายๆก็คือ อัตลักษณ์คือสิ่งที่สะท้อนถึงวัฒนธรรม และรากเหง้าของสิ่งที่ตนเองทำงานอยู่…ถ้าเราออกแบบงานสถาปัตยกรรม สิ่งสำคัญก็คือ เราจะต้องศึกษาถึงภูมิประเทศ รูปแบบอาคาร รูปแบบวิถีชีวิตของชุมชน ฯลฯ ที่เกี่ยวข้องกับพื้นที่ก่อสร้างอาคารด้วย เพื่อเป็นข้อมูลในการออกแบบพัฒนารูปแบบของอาคารให้สอดคล้องกับอัตลักษณ์ของชุมชนนั้นๆ…
ด้าน สุรจิต ชิรเวทย์ สมาชิกวุฒิสภาจังหวัดสมุทรสงคราม ได้ให้ความเห็นไว้ในบทความ “พัฒนาเมืองอัมพวา ส.ว.ให้เคารพท้องถิ่น” (นสพ.ไทยรัฐ-10 ก.ย. 55) ว่า…

…การพัฒนาแม่กลอง อยากให้คนแม่กลองมีส่วนร่วม มีส่วนดูแลบ้านเมืองของตัวเอง เราไม่ได้ต้องการตัดสินถูกผิดอะไร แต่อยากให้ชาวบ้านรู้สึกว่าเป็นธุระของเราทุกคน เราต้องช่วยกันดูแลบ้านเมือง

สำหรับคนที่เข้ามาลงทุนในแม่กลอง ผมอยากให้ศึกษาความเป็นพื้นถิ่นให้ดี ให้เคารพต่อภูมิปัญญาของคนแม่กลอง ว่ามีตัวตนที่แท้จริงอย่างไร เพื่อจะได้อยู่ให้สอดคล้องกัน เมืองเราเป็นเมืองสันโดษ สมถะ เรารักษาตัวตนมาได้ช้านาน เมื่อเข้ามาทำอะไรก็อยากให้มีความเคารพยำเกรง…

ขณะที่ ธีรภาพ โลหิตกุล ช่างภาพและนักเขียนสารคดี หนึ่งในผู้มีบทบาทสำคัญในปรากฏการณ์อัมพวา ได้ให้ทัศนะต่อเรื่องนี้ไว้ในเฟซบุ๊คของเขาสรุปความว่า คุณค่าแห่งอัตลักษณ์หรือสัญลักษณ์ทางวัฒนธรรมท้องถิ่นต้องได้รับการคุ้มครอง,การพัฒนาสู่ความทันสมัยต้องไม่ทิ้งรากเหง้าที่งดงามแต่เก่าก่อน,กฎหมายผังเมืองต้องคุ้มครองพื้นที่อนุรักษ์ทางวัฒนธรรมอย่างจริงจัง และเมื่อรวยแล้วต้องมีสำนึกทางวัฒนธรรมด้วย

นอกจากนี้ธีรภาพยังให้เขียนไว้ในคอลัมน์ท่องไปกับใจตน ตอน “เหตุเกิดอัมพวา ถวิลหาอินเล”(นสพ.คมชัดลึก- 9 ก.ย. 55) ว่า

…ไม่มีใคร “แช่แข็ง” อัมพวาไว้ได้ อัมพวาต้องเปลี่ยนไป แต่จะเปลี่ยนอย่างไรโดยไม่ไร้ราก การรณรงค์ไม่ให้รื้อเรือนแถวไม้ชายน้ำ 12 หลัง ที่อยู่ใกล้โรงแรมหรูห้าดาว มิได้หมายถึงการปล่อยให้มันอยู่อย่างโทรมๆ เหมือนแต่ก่อน หากแต่เป็นสัญลักษณ์ว่า เราไม่เห็นด้วยกับการพัฒนาอัมพวาไปในทิศทางนั้น อันเป็นทิศทางแห่งการทำลายอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมของท้องถิ่นอัมพวาอย่างเห็นได้ชัด ทั้งๆ ที่แบบอย่างการอนุรักษ์และพัฒนาชุมชนวัฒนธรรมเก่าแก่ มีให้ศึกษาเรียนรู้มากมาย ใกล้ที่สุด คือ แนวทางการอนุรักษ์และพัฒนาอัมพวาของ “โครงการอัมพวาชัยพัฒนานุรักษ์” ที่ได้รางวัลชมเชยด้านการอนุรักษ์มรดกทางวัฒนธรรมในภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิก จากองค์การยูเนสโก ปี 2551 อีกทั้งแผนแม่บทตามแนวทางการควบคุมภูมิทัศน์สำหรับคลองอัมพวา ที่คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาฯ ทำไว้แล้วตั้งแต่ปี 2546 ก็มี อยู่ที่ว่า…ผู้ที่รักอัมพวาจนน้ำตาไหลจะสนใจไปศึกษาเรียนรู้หรือเปล่าเท่านั้น!

นี่คือทัศนะที่บอกกล่าวให้นักลงทุนทั้งหลายเคารพในท้องถิ่น ซึ่งสำหรับโครงการชูชัยบุรีฯนั้น หากนายชูชัยมีสำนึกรักในชุมชนอัมพวาจริงอย่างที่ให้สัมภาษณ์ไว้ในสื่อต่างๆจริง เขาสามารถผ่อนหนักเป็นเบาได้ด้วยการปรับแบบปรับหน้าตาภายนอกของอาคารให้ออกมาสอดคล้องสอดรับกับสภาพพื้นที่เท่าที่จะทำได้(แม้จะสามารถปรับหน้าตาได้ไม่มากก็ยังดีกว่าไม่ทำอะไรเลย)

ขณะที่โครงการลานศิวลึงค์นั้นก็คงต้องทบทวนกันใหม่ หากจะสร้างต่อก็คงต้องทำสำรวจความคิดเห็นจากชุมชน และเมื่อได้สร้างจริงก็ต้องทำออกมาให้ไม่แปลกแยกจากชุมชน และมีความสอดคล้องกลมกลืนกับสภาพพื้นที่มากที่สุด

เพราะนั่นจะเป็นบทพิสูจน์ว่านายชูชัยรัก มีเจตนาที่ดี และมีความจริงใจต่ออัมพวาจริง ไม่ใช่รักอัมพวาแค่เฉพาะการออกต่อหน้าสื่อเท่านั้น

บทเรียน

ในกรณีปรากฏการณ์อัมพวานั้น ไม่ใช่เรื่องใหม่สำหรับเมืองไทย หากแต่เป็นเรื่องเดิมที่เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่าในหลายๆเมืองที่พลิกวิถีเปลี่ยนจากเมืองอันสงบงามมาเป็นเมืองท่องเที่ยว

อันส่งผลให้เกิดความเปลี่ยนแปลงในหลายสิ่งหลายอย่างตามมา ซึ่งธีรภาพได้แสดงทัศนะในกรณีปรากฏการณ์อัมพวา ว่า

…เรื่องดำเนินมาไกลจนยากจะกลับไปที่จุดเริ่มต้น…หนทางที่เหลืออยู่คือแปรคราบน้ำตาให้เป็น “บทเรียน” ไว้เป็นภูมิคุ้มกัน ไม่ให้เกิด อัมพวา 2-3-4-5 ต่อๆไป…

ที่มา : http://www.manager.co.th/travel/ViewNews.aspx?NewsID=9550000112983&CommentReferID=21968983&CommentReferNo=4&

 

 

Google+

ห้องแถวไม้อัมพวา สง่าใต้ร่มพระบารมี

หลังจากในช่วงที่ผ่านมาอัมพวาที่เราได้ยินมามีแต่ข่าวที่ค่อนข้างน่าใจหาย หรือข่าวที่ทำให้เรารู้สึกหดหู่หรือรู้สึกไม่ดี แต่วันนี้ Blog AmphawaGuide ขอนำข่าวของวันที่ 18 กันยายน โดยหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ มาให้อ่านกันครับ เป็นข่าวที่เกี่ยวกับห้องแถวไม้ 2 ฝั่งคลองอัมพวาที่เห็นกันครับ โดยเป็นการสัมภาษณ์ของชาวบ้านที่เป็นผู้ที่เช่าบ้านอยู่ตรงแถวนั้น โดยชายที่ได้รับสัมภาษณ์ ผมได้เคยเห็นคุณลุงอยู่แถวนั้นตั้งแต่ผมเกิด ซึ่งคุณลุงมีวิถีชีวิตที่เรียบง่ายตามวิถีชีวิตของชาวบ้านอัมพวา มาวันนี้แกมีอะไรในใจ เกี่ยวกับการรื้อถอนห้องแถวเรามาอ่านกันครับ

เสน่ห์อัมพวานอกจากความร่มรื่นของเรือกสวน ยังมีห้องแถวรายเรียงริมคลอง ฉายภาพชีวิตสงบงามมาแต่อดีต และยังไหวเต้นอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน

กลิ่นอายวิถีชีวิตชาวบ้าน เหนือระลอกคลื่นน้ำในลำคลอง สร้างความตื่นตาตื่นใจให้ผู้เยี่ยมเยือนได้จารจำ ยิ่งวันศุกร์ เสาร์ และอาทิตย์จักคลาคล่ำไปด้วยผู้คน ส่วนในวันหยุดผู้คนจะบางตา เผยเสน่ห์ให้ผู้ใฝ่หาความสงบงาม สัมผัสความเป็นอัมพวาอีกมุมหนึ่ง

ก้าวช้าๆไปบนทางเดินหน้าห้องแถว เลาะเลียบเสพเสน่ห์ห้องแถวริมน้ำมาหยุดยืนอยู่หน้าห้องแถวห้องหนึ่ง ชายชรากำลังก้มๆเงยๆอยู่คนเดียว ท่านส่งยิ้มทักทาย เราจึงเริ่มต้นเสวนา เพื่อเรียนรู้ซึ่งกันและกันอย่างไมตรี

 “ผมอยู่มาตั้งแต่ค่าเช่าห้องเดือนละ 300 บาทครับ ปัจจุบันเดือนละ 1,500 บาทแล้ว” ชายชราบอก

หลังพูดคุยกันอย่างออกรส ท่านฉายอดีตให้ฟังว่า เมื่อประมาณ 30 ปี ในห้องแถวรายเรียงริมคลองเต็มไปด้วยคนเช่าอาศัย ผู้เช่ามักมีรายได้น้อย ส่วนเจ้าของเป็นผู้มีฐานะดี แต่ทั้งเจ้าของและผู้เช่าห้องแถว ต่างรู้จักมักคุ้นกับท่านเป็นอย่างดี

ช่างตี๋ หรือชูชาติ ล้อแก้วมณี อยู่ห้องแถวริมคลองอัมพวามากว่า 30 ปี เดิมยึดอาชีพช่างไฟฟ้าของชุมชน เนื่องจากความร่วงโรยของสังขาร และความเปลี่ยนแปลงที่กรายเข้ามา จึงหันมาค้าขายเล็กๆน้อยๆพอเลี้ยงชีพ

“เดี๋ยวนี้ไม่ค่อยทำแล้วช่างไฟ วันศุกร์ เสาร์ อาทิตย์ก็ทำขนมโบราณขายหน้าบ้าน คนเช่ารุ่นๆเดียวกับผมเขาออกไปข้างนอกกันเยอะแล้ว ให้คนอื่นเช่าต่อ”
เจ้าถิ่นพรายยิ้มก่อนบอกว่า ปัจจุบันเจ้าของห้องแถวส่วนใหญ่เป็นรุ่นลูก รุ่นหลาน แต่ละคนประกอบอาชีพดี มีไม่น้อยย้ายไปอยู่ในกรุงเทพฯ ส่วนห้องแถวก็ขายต่อ หรือไม่ก็เปิดให้คนเช่าต่อไป คนที่เช่านั้นมีทั้งคนเช่าเดิมและคนที่เข้ามาเช่าอยู่ใหม่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังจากที่อัมพวาคืนชีวิตชีวาใหม่อีกครั้ง

ห้องของลุงตี๋หน้ากว้างประมาณ 3 เมตร หันเข้าหาคลองเหมือนกับห้องอื่นๆ ด้านหลังบ้านติดกับสวนขนาดใหญ่ ร่มรื่น ก่อนหน้านี้ลุงแทบไม่คาดฝันว่าจะได้อยู่ห้องนี้ต่อไป เพราะเจ้าของเดิมคือ ป้าประยงค์ นาคะวะรังค์ ได้น้อมเกล้าฯถวายที่ดินและห้องแถวไป

สืบมา สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี  มีพระราชดำริให้สำนักงานมูลนิธิชัยพัฒนา นำที่ดินซึ่งมีทั้งหมด 21 ไร่ 12 ตารางวาที่ได้รับ มาพัฒนาให้เกิดประโยชน์แก่ชุมชนริมสองฝั่งคลองให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวใหม่ในสถานที่เก่า อนุรักษ์ศิลปวัฒนธรรม ภูมิปัญญา และวิถีชีวิตดั้งเดิมไว้ให้คนรุ่นหลัง และนักท่องเที่ยวเข้ามาเยี่ยมชม

การพัฒนาจึงเกิดขึ้นภายใต้โครงการอัมพวาชัยพัฒนานุรักษ์ พื้นที่ในโครงการมีทั้งสวนผลไม้และห้องแถวทั้งหมด 31 ห้อง

ห้องแถวแม้จะปรับปรุงใหม่ แต่ยังรักษารูปแบบเดิมไว้เป็นอย่างดี มองจากภายนอกแล้วแทบไม่รู้สึกเลยว่าผ่านการปรับปรุงให้มั่นคงแข็งแรงมาแล้ว คนที่เช่าห้องแถวอยู่ดั้งเดิมทางโครงการให้ย้ายออกไประหว่างการปรับปรุง ครั้นปรับปรุงเสร็จก็ให้กลับเข้ามาอยู่ได้เหมือนเดิม ลุงตี๋ก็เป็นหนึ่งในจำนวนนั้น

 “ผมดีใจมากที่ได้กลับมาอยู่ที่เดิม ระหว่างการซ่อมห้องแถวท่านให้เราออกไปชั่วคราวก่อน เมื่อซ่อมเสร็จก็ให้กลับมาเช่าอยู่ได้ตามเดิม” การซ่อมแซมห้องแถว “ผมว่า การพัฒนาห้องถ้าทำแบบเก่าก็จะเป็นระเบียบดี เวลามีงานเขาเปิดไฟกลางคืนสวยมาก แต่ถ้าเป็นตึกแท่งๆโด่เด่ขึ้นมา ผมว่าดูไม่เรียบร้อย” ลุงตี๋บอกเสียง

ที่มา : http://www.thairath.co.th/column/pol/page1scoop/291643

 

แล้วมาพบกับข่าวสาร และสถานที่ท่องเที่ยวอัมพวา  รวมทั้งที่พัก โฮมสเตย์ รีสอร์ทราคาพิเศษต่างๆมากมายที่ AmphawaGuide.com ครับ

 

Google+

“อัมพวาหาย”

วันนี้ Blog AmphawaGuide.com มีงานประชาสัมพันธ์มานำเสนอให้กับท่านผู้อ่านที่สนใจจะมาท่องเที่ยวอัมพวา ในบรรยากาศแบบธรรมชาติที่ยังหลงเหลืออยู่ในปัจจุบันวันนี้ กับงานนิทรรศการศิลปะที่ชื่อว่า”อัมพวาหาย” หากฟังดูจากชื่อแล้วอาจจะเกิดข้อสงสัยกับชื่อที่เป็นคำถามว่าอัมพวา ในวันนี้ยังคงความงดงามอยู่หรือไม่ หากงดงาม งดงามอย่างไร ยังมีมนต์เสน่ห์คงเดิมหรือไม่ ส่วนอัมพวาหาย มีอะไรหายไปจากอัมพวา หรืออัมพวาของคนไทยกำลังจะหายไป ซึ่งงานนี้ได้จัดขึ้นในวันที่  15-23 กันยายน 2555 นี้ ณ ลานวัฒนธรรมนาคะวะรังค์ โครงการอัมพวาชัยพัฒนานุรักษ์ อำเภออัมพวา จังหวัดสมุทรสงคราม โดยงานนิทรรศการนี้จัดขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเปิดโอกาสให้เกิดการพูดคุยแลกเปลี่ยนมุมมองความคิดเห็น เกี่ยวกับปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นในตลาดน้ำอัมพวา ให้เป็นบทเรียนหรือข้อเสนอแนะแก่สังคมวงกว้างในด้านการปกป้องแหล่งมรดกทางวัฒนธรรมของชาติ การพัฒนาการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน และสร้างกระบวนการมีส่วนร่วมของชุมชนในการพัฒนาปกป้องรักษาท้องถิ่น

ภาพประชาสัมพันธ์งานอัมพวาหาย และงานโอ อัมพวา นี่หนางามจริง...หรือ?

ภาพโปสเตอร์การประชาสัมพันธ์งานโอ อัมพวา นี่หนางามจรง…หรือ? และงานนิทรรศการภาพถ่าย”อัมพวาหาย”

 

ที่มา : http://www.facebook.com/PrachakhmKhnRakMaeKlxng

อย่าลืมนะครับ มาเที่ยวกัน และมาชมนิทรรศการภาพถ่ายสวยๆ และแวะมาเที่ยวที่ตลาดน้ำอัมพวากันต่อ และมาตามหาคำตอบกันครับ กับที่เค้าว่า”อัมพวาหาย” มีอะไรหายไปจากอัมพวา และอัมพวาหายไปไหน แต่ Blog AmphawaGuide.com เชื่อว่า “อัมพวา”ไม่สามารถเลือนหายไปจากชาวบ้าน2 ริมฝั่งคลองอัมพวาไปอย่างแน่นอนครับ

สามารถพบกับข่าวสารอัมพวา และเรื่องราวที่น่าสนใจเกี่ยวกับอัมพวาได้ที่ Blog แห่งนี้ครับ

Google+