อัมพวา ตลาดน้ำอัมพวา และที่พักอัมพวา พร้อมด้วยนานาสาระมากมายกับ AmphawaGuide.com™
  • facebook

วันนี้ blog อัมพวาไกด์มีข่าวดีดี สร้างสรรค์มานำเสนอย้อนหลังกันให้อ่านกันครับ โดยข่าวดีนี้เป็นข่าวที่เกี่ยวกับเยาวชนลูกหลานของชาวสมุทรสงครามครับ เมื่อวันที่ 21 พฤศจิกายน ที่ผ่านมาที่ห้องประชุมโรงเรียนศรัทธาสมุทร ทางเครือข่ายประชาชนป้องกันทุจริต หรือ (ป.ป.ช) จังหวัดสมุทรสงคราม พร้อมด้วยคณะกรรมการได้จัดการฝึกอบรมเพื่อสร้างจิตสำนึกในการป้ิองกันการทุจริต มีจริยธรรมต่อต้านการคอรัปชั่นทุกประเภท และให้เกิดการรักและหวงแหนแผ่นดิน และตระหนักถึงผลที่ตามมาของการคอรัปชั่นที่จะตามมา เพื่อให้เยาวชนที่ได้รับการฝึกอบรมดังกล่าวมีการเจริญเติบโตเป็นกำลังของประเทศชาติที่มีคุณภาพในภายภาคหน้า เพื่อเป็นกำลังหลักของประเทศในโอกาสต่อไป  โดยมีเยาวชนในระดับชั้นมัธยมปลายของโรงเรียนศรัทธาสมุทรจำนวน 100 คนเข้าร่วมการฝึกอบรม

นอกจากการอบรมให้ความรู้ครั้งนี้แล้ว ทางด้านของเครือข่าย ป.ป.ช.จังหวัดสมุทรสงคราม ยังจะมีการจัดตั้งศูนย์ข้อมูลเครือข่ายประชาชนป้องกันการทุจริตภาคประชาสังคม ในวันที่ 26 ธันวาคม 2555 ที่สำนักงานเหล่ากาชาดจังหวัดสมุทรสงคราม เวลา 09.00 น.-12.00 น. เพื่อสนับสนุนการป้องกันการปราบปรามการทุจริตในท้องถิ่นอีกด้วย  ส่วนการจัดอบรมให้ความรู้เพื่อสร้างจิตสำนึกในการป้องกันการทุจริตรักษาทรัพย์สมบัติของแผ่นดินเพื่อปลูกฝังเยาวชนให้มีจริยธรรมต่อต้านการทุจริตคอรัปชั่นทุกประเภทที่ก่อให้เกิดความเสียหายต่อบ้านเมือง จะมีการจัดขึ้นอีก 2 ครั้งคือวันอังคารที่ 11 ธันวาคม 2555 ที่ห้องประชุมโรงเรียนอัมพวันวิทยาลัย อำเภออัมพวา และวันศุกร์ที่ 21 ธันวาคม ที่สถาบันการเรียนรู้เพื่อปวงชน (มหาวิทยาลัยชีวิต) อำเภอบางคนที เริ่มตั้งแต่เวลา 09.00 ถึง 12.00 น. 
ขอขอบพระคุณที่มาของรายละเอียดของข่าวจาก :  http://www.dailynews.co.th/thailand/168167

พบกับสาระ ข่าวคราว ข่าวประชาสัมพันธ์เรื่องราวดีดีต่างๆเกี่ยวกับอัมพวา ได้ที่นี่ครับ http://www.amphawaguide.com/blog

 

Google+
ผู้ว่าราชการจังหวัดได้มอบบ้านและให้ความช่วยเหลือกับพ่อเฒ่า ผู้ใช้ชีวิตคล้ายปู่เย็น อยู่ในคลองบางจะเกร็ง สมุทรสงคราม

ผู้ว่าราชการจังหวัดได้มอบบ้านและให้ความช่วยเหลือกับพ่อเฒ่า ผู้ใช้ชีวิตคล้ายปู่เย็น อยู่ในคลองบางจะเกร็ง สมุทรสงคราม

หลายคนๆคงเคยได้ยินเรื่องราวชีวิตความเป็รมาของปู่เย็น เจ้าของสมญานาม เฒ่าทรนงแห่งลุ่มน้ำเพชรบุรีกันมาบ้างแล้วนะครับ วันนี้ AmphawaGuide.com มีเรื่องราวของพ่อเฒ่าคนหนึ่งที่อาศัยอยู่ในเรืออีป๊าบลำเล็กๆอยู่ในแม่น้ำแม่กลอง คลองบางจะเกร็ง โดยผู้เฒ่าผู้นี้ มีเรื่องราวของการดำรงชีวิตประจำวันคล้ายกับปู่เย็นมาก กินนอนในเรือ ค่ำไหนนอนนั่น อาศัยอยู่ตามใต้ถุนของบ้านชาวบ้านต่างๆ จับสัตว์น้ำตกปลา ตกกุ้ง เพื่อดำรงชีวิตความเป็นอยู่ หากใันไหนตกได้มากก็จะนำปลา และกุ้งไปขายตามร้านค้า หรือชาวบ้าน

ผู้เฒ่าที่เรากำลังกล่าวถึงนี้มีชื่อว่า คุณลุงสำราญ พุ่มพวง อายุ 89 ปี เป็นชาวบ้านหมู่ 3 ต.บางจะเกร็ง อ.เมือง จ.สมุทรสงคราม โดยได้กล่าวถึงที่มาของการใช้ชีวิตแบบที่เป็นอยู่ในปัจจุบันว่า เดิมคุณลุงมีบ้านพักอาศัยอยู่ในพื้นที่หมู่ 3 ตำบลบางจะเกร็ง อำเภอเมืองสมุทรสงคราม ในช่วงวัยหนุ่ม มีอาชีพเป็นชาวประมงออกทะเลจับสัตว์น้ำขาย มีรายได้ก็จะฝากพี่ชายของตนไว้ ต่อมาได้เกิดชอบพอกับสาวสวยคนหนึ่ง ตนจึงคิดจะแต่งงาน ได้จัดขันหมากไปสู่ขอกับสาว โดยบอกให้พี่ชายให้นำเงินที่ฝากไว้ใส่ขันหมากให้ด้วย แต่เมื่อขบวนขันหมากไปถึงบ้านของคนรัก ทางบ้านของคนรักเปิดขันหมากมากลับพบว่าในพานขันหมากมีแต่ก้อนหินอยู่ ทางญาติๆฝ่ายเจ้าสาวจึงโกรธเคืองตนเป็นอย่างมาก จึงประกาศยกเลิกการแต่งงานและไล่ให้ตนออกจากบ้านทันที จากนั้นตนกับพี่ชายก็บาดหมางกันเรื่อยมาและลามไปในหมู่ญาติพี่น้อง จนกระทั่งเมื่อ 30 ปีที่แล้วตนเกิดความเบื่อหน่ายในชีวิตตัวเอง จึงตัดสินใจทิ้งทุกสิ่งทุกอย่างทั้งบ้าน และทรัพย์สิน ขนเครื่องใช้ที่เท่าที่จำเป็น และนำเสื้อผ้ามาแค่ 2 ชุด แล้วลงมาอยู่ในเรืออีป๊าบพายล่องไปตามคลองบางจะเกร็งและลำน้ำแม่กลองแบบค่ำไหนนอนนั่น จนกระทั่งชาวบ้านในย่านบางจะเกร็งเห็นว่า คุณลุงมีอายุที่มากขึ้นเรื่อยๆเกรงว่าจะมีอุบัติเหตุในการใช้ชีวิตอยู่บนเรือลำเล็กๆจึงได้แจ้งทางผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรสงครามเพื่อมาเยี่ยมเยียน และสร้างบ้านให้ในวันที่ 16 พฤศจิกายนที่ผ่านมาตามข่าว

ขอขอบพระคุณที่มาของข่าว : http://www.dailynews.co.th/thailand/167084

Google+

ผมคิดว่าหลายๆคนที่เคยมาเที่ยวแม่กลอง หรือเคยกินปลาทูแม่กลอง น่าจะติดใจในรสชาดที่แสนอร่อย รสหวาน เนื้อนุ่มของปลาทูแม่กลอง วันนี้ blog อัมพวาไกด์มีข่าวประชาสัมพันธ์ เกี่ยวกับงานเทศกาลกินปลาทูแม่กลองมาฝากครับ โดยงานเทศกาลกินปลาทูแม่กลองนี้ จัดขึ้นมาเป็นครั้งที่ 15 แล้วครับ โดยแต่ละครั้งก็จะมีชื่อตอนของแต่ละปี โดยในปีนี้ได้จัดขึ้นมา โดยใช้ชื่ตอนว่า”ตามหาอ่าว ก. ไก่” ดูจากชื่อตอนแล้วน่าติดตามมากครับว่า ตามหาอ่าว ก. ไก่ ตามหาอ่าว ก. ไก่นี้เป็นอย่างไรน่าติดตามมากครับ

ส่วนในงานจะจัดขึ้นในวันที่ 14-23 ธันวาคม 2555 ที่ศาลากลางจังหวัดสมุทรสงคราม หรือที่สวนสุขภาพที่คนสมุทรสงครามรู้จักกันนั่นเองครับ งานนี้จะประกอบด้่วยนานาเมนูอาหารสารพัดที่ทำมาจากปลาทูแม่กลอง พร้อมด้วยลานกิจกรรมต่างๆมากมาย, ของที่ระลึกในงาน, ภาพถ่ายนิทรรศการต่างๆมากมาย

หากใครสนใจเที่ยวงานเทศกาลกินปลาทูของปีนี้ อย่าลืมหาเวลาไปเที่ยวกันนะครับ รับรองว่าได้ทั้งอาหารเมนูจากปลาทูแสนอร่อย และกิจกรรมต่างๆมากมายที่หน้าศาลากลา่งจังหวัดสมุทรสงครามนะครับ

Google+

ผมเชื่อว่า หลายๆคนก็ต้องรักบ้านเกิดของตน ช่วงเมื่อวานผมได้อ่านบทความหนึ่งแล้วค่อนข้างประทับใจ ซึ่งเป็นบทความที่มีชื่อว่า”ผืนดินแห่งรักคนแม่กลอง” โดยเนื้อหาเกี่ยวกับเรื่องนี้ก็คงหนีไม่พ้นเรื่องของการเปลี่ยนแปลงและการพัฒนาของแม่กลอง และอัมพวา โดยมีเนื้อหาที่น่าสนใจ ดังนี้ครับ

“แม่กลอง” วันนี้กับความเปลี่ยนแปลงในนามของ “การพัฒนา” เรียกร้องความร่วมมือจากคนแม่กลอง เพื่อรับมือความท้าทายใหม่ที่ก้าวเข้ามา

แม่กลอง” เป็นย่านทำประมงสำคัญมาตั้งแต่อดีต มีคนเชื้อสายจีนเข้ามาตั้งถิ่นฐานจนกลายเป็นชุมชนใหญ่เรียกว่า “เมืองแม่กลอง” มาตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยาตอนต้น จนกลายเป็นย่านการค้าขายของทะเลแห้ง มีเส้นทางติดต่อผ่านคลองสุนัขหอนตัดเข้าคลองมหาชัยทางธนบุรี รวมทั้งตัดเข้าแม่น้ำเจ้าพระยาได้

แม่กลองเป็นพื้นที่อุดมสมบูรณ์ เนื่องจากมีตะกอนดินจากลุ่มน้ำตอนบนมาสะสม จนทำให้พื้นที่มีธาตุอาหารสูง ทั้งในบริเวณที่เป็นน้ำกร่อยและน้ำจืด ขณะที่พื้นที่ย่านสวนมีการไหลเวียนของน้ำที่ขึ้นลง เหมาะแก่การทำสวนยกร่อง ทำให้ถูกบุกเบิกกลายเป็นหนึ่งในย่านเรือกสวนสำคัญบนพื้นที่สามเหลี่ยมปากแม่น้ำเจ้าพระยา ตั้งแต่สวนแถบอัมพวาที่ต่อเนื่องไปถึงย่านบางคนที ในเอกสารและชื่อเรียกเดิมแต่โบราณเรียกย่านนี้ว่า “บางช้าง” และ “บางช้างสวนนอก” เข้าคู่กับ “บางกอกสวนใน”

กระทั่งเปลี่ยนสู่ “จังหวัดสมุทรสงคราม” ยังคงมีประชากรไม่มากนัก และคงความเป็นเรือกสวนตามธรรมชาติได้มากกว่าพื้นที่อื่น ก่อนจะถูกแปลงสภาพแวดล้อมกลายเป็นบ้านเรือนและเมืองในเวลาต่อมา จนกระทั่งในระยะเวลาราวสิบปีที่ผ่านมา พื้นที่จังหวัดสมุทรสงครามเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ผลกระทบจากพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ ทำให้เกิดผลกระทบต่อพื้นที่เรือกสวนและระบบนิเวศแบบผสมผสานที่เปลี่ยนไป

ขณะที่ความนิยมทางการท่องเที่ยวในพื้นที่แม่กลอง ก็เปลี่ยนไปจากการท่องเที่ยวทางนิเวศวัฒนธรรมไปสู่การท่องเที่ยวเชิงปริมาณมากขึ้น ทุนต่างถิ่นที่เข้ามาพร้อมกระแสการท่องเที่ยว ทำให้เกิดการเปลี่ยนมือถือครองที่ดินไปสู่คนนอก “ตลาดอัมพวา” ตลาดน้ำยามเช้าตรู่ตามวิถีเดิมของชาวบ้านตั้งแต่เมื่อ 50-60 ปีก่อน กลายเป็นตลาดน้ำยามเย็นจนถึงค่ำ เพื่อตอบสนองนักท่องเที่ยวที่เข้ามาในวันหยุดราชการ โดยเฉพาะกระแสการนั่งเรือชมหิ่งห้อยกลายเป็นสิ่งดึงดูดนักท่องเที่ยวต่างถิ่นที่ประมาณกันว่า มีจำนวนราว 5 แสนคนต่อปี*

วิถีชีวิตที่มั่งคั่งในความเรียบง่ายของแม่กลองกำลังเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว…รวดเร็วเกินไป

อดีตอันมั่งคั่งแของ”แม่กลอง

แม้จะถือกำเนิดเกิดกายที่เมืองสุพรรณ แต่ย้ายมาปักหลักอยู่ที่แม่กลองตั้งแต่ 9 ขวบจนถึงวัย 62 ปีในวันนี้ สุรจิต ชิรเวทย์ สมาชิกวุฒิสภาจังหวัดสมุทรสงคราม นับตัวเองเป็น “คนแม่กลอง” เต็มขั้น เช่นเดียวกับที่รับบทบาทแกนนำจัดตั้ง “ประชาคมคนรักแม่กลอง”

สว.แม่กลองอธิบายว่า แม่กลองเป็นเมือง 3 น้ำ คือน้ำจืด น้ำกร่อย และน้ำเค็ม ถ้าไล่เรียงการใช้พื้นที่ตั้งแต่ชายทะเลเข้ามาหาฝั่งจะเป็นพื้นที่ปลูกป่าโกงกาง เพื่อเผาถ่าน หากินทางทะเล ทำประมงพื้นบ้านชายฝั่ง ถัดจากแนวนั้นไปก็จะนาเกลือ ซึ่งเป็นส่วนประกอบสำคัญของภูมิปัญญาในวัฒนธรรมอาหาร เพราะไม่ว่าจะเป็นการดองผักดองปลา ทำปลาเค็มน้ำปลากะปิต้องใช้เกลือสมุทรเท่านั้น

ถัดจากแนวน้ำเค็มมาก็เป็นแนวน้ำกร่อย คือ พื้นที่ทำสวนมะพร้าว ถัดจากแนวสวนมะพร้าวไป ก็จะเป็นผลไม้ที่อยู่น้ำกร่อยได้คือ ส้มโอ ถัดจากแนวนี้ไปอีกก็จะเป็นบ่อปลา นาข้าว สวนผัก และ “สวนเตียน” ปลูกพริก หอม กระเทียม ใบยาจืด สวนผลไม้ไม่ว่าจะเป็นมังคุด มะไฟ ลำไย ลิ้นจี่ ทุเรียน ชมพู่มะเหมี่ยม ชมพู่สาแหรก ฯลฯ สวนผสมและวิถีการยังชีพที่พึ่งพิงธรรมชาติคือส่วนผสมของความยั่งยืนและมั่นคง

” สมัยผมเด็กๆ ประมาณ 11 โมงเช้า เรานั่งเรือไปนี่จะหอมทั้งเมือง เพราะทำน้ำตาลมะพร้าวทุกบ้าน เป็นอาชีพที่สุดแสนจะมั่นคงเลย เพราะผลผลิตมันแน่นอนและได้ทุกวัน ปีนึงทำได้ 8-9 เดือน แต่ก่อนเราจะเรียนแค่จบการศึกษาภาคบังคับคือป.6-ป.7 แล้วก็จะออกมาทำสวนกัน ทำสวนคุณมีที่ประมาณ 3 ไร่หรือ 3 ไร่ครึ่ง ปลูกมะพร้าวได้ 70-80 ต้นต่อสวน ซึ่งจะพอดีกับแรงงานในครอบครัว แต่ละวันจะได้น้ำตาลใส 8 ปี๊บ เคี่ยวเป็นน้ำตาลแห้งได้ 1 ปี๊บ…”

…ราวๆ ปีพ.ศ.2517 – 2521 สมัยนั้นผมจบปริญญาตรีได้เงินเดือน 1,340 บาท มาทำงานธนาคารได้ 1,745 บาทบวกเงินช่วยครองชีพ 300 ก็คือสองพันกว่าบาท แต่ชาวสวนจบป.7 ขายน้ำตาลได้ปี๊บละ 150 บาท ทุกวันได้เงินวันละ 150 บาทก็คือเดือนละ 4,500 บาท คิดดูสิมันแสนจะมั่นคง ผมทำแบงค์กรุงไทยที่แม่กลองเป็นสาขาที่เล็กที่สุดในประเทศไทย แต่เป็นสาขาที่มีเงินฝากครบพันล้านบาทเป็นสาขาที่สองในย่านนี้ นี่คือความมั่งคั่งที่แท้จริงของสมุทรสงคราม ข้างบนเป็นสวน ข้างล่างเป็นนาเกลือ นากุ้ง ประมงพื้นบ้าน ประมงพาณิชย์ เป็นเมืองที่มั่งคั่งจนเป็นเมืองที่เสียภาษีต่อหัวเป็นอันดับสองของประเทศรองจากกทม. ณ ตอนนั้น” สว.สมุทรปราการ ย้อนอดีตอันมั่งคั่งของแม่กลอง

ในนามของ “การพัฒนา”

ปัญหาที่เกิดขึ้นกับแม่กลองเริ่มจาก “การพัฒนา” ที่หนีห่างจากวิถีชีวิตที่มั่งคั่งในความพอเพียง สุรจิต มองว่า การสร้างเขื่อนศรีนครินทร์คือจุดเปลี่ยนแรก

“ตอนสร้างเขื่อนศรีนครินทร์ ซึ่งมีอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ที่สุดในประเทศไทยนะ ต้องเก็บน้ำเข้าอ่างอยู่ 3 ปี สวนมะพร้าวแช่น้ำเค็ม 3 ปียืนก็ยืนต้นตาย ตรงนี้เป็นจุดเปลี่ยนวิธีคิดทางวัฒนธรรมของคนแม่กลองเลย เพราะการเป็นชาวสวนกลายเป็นอาชีพที่ไม่มั่นคง พอไม่มั่นคงก็เลยต้องส่งลูกเรียนสูงๆ วิถีการทำมาหากินเปลี่ยนไป แถมพอเรียนสูงความสมถะ ความอดทนก็น้อยลง”

จุดเปลี่ยนครั้งที่สอง คือเมื่อเกิด “ตลาดน้ำยามเย็น” เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยว มีการใช้พื้นที่ถนนมาจัดสรรเป็นร้านค้า เอาทางเดินเท้ามาวางของขาย แบบไร้ระบบโดยไม่มีกติกาสังคมรองรับ กระแสเงินไหลแรงปั่นราคาค่าเช่าที่ดินและร้านรวงสูงขึ้นจากเดือนละ 8,000 บาท กลายเป็น 10,000 – 20,000 บาทต่อเดือนแลกกับการค้าขายช่วงสุดสัปดาห์ 3 วัน สุดท้ายคนในถิ่นก็ถูกเบียดออก หลีกทางให้กับ “คนนอก” ที่ทุนหนากว่ามาใช้พื้นที่

 หมายเหตุ : ข้อมูลบางส่วนจากการเสวนา “คนค่อนศตวรรษ : แม่กลองวิวัฒน์หรือท้องถิ่นวิบัติ” ที่วัดเกตการาม จังหวัดสมุทรสงคราม จัดโดยมูลนิธิเล็ก-ประไพ วิริยะพันธุ์
* ข้อมูลจากมูลนิธิเล็ก-ประไพ วิริยะพันธุ์

 ขอขอบพระคุณที่มาของบทความ : http://www.bangkokbiznews.com/home/detail/life-style/lifestyle/20121010/473557/ผืนดินแห่งรักคนแม่กลอง.html

 

Google+

ขอแนะนำเพิ่มเติมเกี่ยวกับข่าวจังหวัดสมุทรสงคราม เพราะช่วงนี้มีข่าวคราวถึงจังหวัดสมุทรสงคราม และแม่กลองค่อนข้างเยอะ จึงขอนำมาเผยแพร่อีกครับ ช่วงนี้เข้าใกล้เทศกาลของการกินเจ เพื่อเป็นการเสริมบุญ เว้นจากการเบียดเบียนซึ่งกันและกันครับ  โดยตอนนี้ทางจังหวัดสมุทรสงคราม ได้ร่วมจัดงานประเพณีเทศกาลถือศีลกินเจ โดยจัดที่โรงเจเม่งกั๊กเซี่ยงตั๊ว มูลนิธิสว่างเบญจธรรม ประจำปี 2555 เป็นประเพณีเก่าแก่สืบทอดติดต่อกันมายาวนานของชาวจีน และคนไทยเชื้อสายจีน ที่ร่วมกันมาทำบุญถือศีลกินเจไม่เบียดเบียนสัตว์ งดทานอาหารที่ปรุงจากเนื้อสัตว์ทุกชนิด ซึ่งได้จัดให้มีพิธีสวดสรรเสริญพระพุทธคุณ ถวายข้าวพระก่งฮุก สวดมนต์เดินธูป พิธีสะเดาะเคราะห์ และพิธีลุยไฟ จากคณะม้าทรงจังหวัดภูเก็ต ท่ามกลางประชาชนที่มาร่วมในพิธีจำนวนมาก

หากใครสนใจที่จะเข้าร่วมเทศกาลกินเจประจำปีนี้ที่จังหวัดสมุทรสงคราม สามารถไปได้ที่โรงเจเม่งกั๊กเซี่ยงตั๊ว มูลนิธิสว่างเบญจธรรมได้เลยครับ

ขอขอบพระคุณที่มาของข่าวนี้โดย : http://news.ch7.com/detail/9262/เทศกาลกินเจสมุทรสงคราม%20เริ่มแล้ว%20.html

 

 

Google+

วันนี้Blog อัมพวาไกด์ดอทคอม ขอนำมาเสนอข่าวประชาสัมพันธ์ของจังหวัดสมุทรสงครามครับ เป็นข่าวที่เกี่ยวกับทางจังหวัดสมุทรสงครามได้จัดการประกวดสวดมนต์หมู่สรรเสริญพระรัตนตรัย ทำนองสรภัญญะ ประจำปี 2556 ซึ่งเป็นข่าวที่ดีสำหรับนักเรียนที่สวดมนต์เป็นประจำทุกสัปดาห์ ผมจำได้ว่า สมัยที่ผมยังเป็นเด็กได้มีโอกาสสวดมนต์สรภัญญะเป็นประจำทุกสัปดาห์ ในวันศุกร์ โดยในวันนั้นจะเรียกกันว่ามีการสวดมนต์ยาว ซึ่งสมัยเด็กๆอาจจุรุ้สึกว่า อาจจะเป็นสิ่งที่น่าเบื่อไปสักหน่อย แต่เมื่อโตขึ้นก็ได้รู้ว่ามันเป็นสิ่งที่ดี และมีโอกาสน้อยมากที่จะได้มีโอกาสทำในเมื่อเราเจริญเติบโต หรือเป็นผู้ใหญ่ เล่าสู่กันฟังครับ  มาต่อกันที่รายละเอียดของข่าวกันดีกว่าครับ โดยเนื้อหาของข่าวมีรายละเอียดดังต่อไปนี้ครับ

นางสาวจิรารัตน์ สุนทรอาคเนย์ ประชาสัมพันธ์จังหวัดสมุทรสงคราม ได้รับแจ้งจากสำนักงานวัฒนธรรม จ.สมุทรสงคราม ว่า กรมการศาสนา กระทรวงวัฒนธรรมจะดำเนินการประกวดสวดมนต์หมู่สรรเสริญ พระรัตนตรัย ทำนองสรภัญญะ ประจำปี 2556 เพื่อส่งเสริมนักเรียนและครูในโรงเรียน ได้สวดมนต์ไหว้พระทั้งโรงเรียน อย่างน้อยสัปดาห์ละ 1 วัน และสนับสนุนให้โรงเรียนได้จัดให้มีการสวดมนต์หมู่ฯ ทั้งโรงเรียน พร้อมทั้งคัดเลือกนักเรียนเข้าประกวดสวดมนต์หมู่สรรเสริญพระรัตนตรัยทำนองสรภัญญะ ระดับจังหวัดและระดับประเทศ รับโล่รางวัลพระราชทานสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ในพิธีสัปดาห์ส่งเสริมพระพุทธศาสนา เนื่องในเทศกาลวันวิสาขบูชา ประจำปี 2556

ดังนั้นจึงขอเชิญชวนสถานศึกษาเข้าร่วมประกวดสวดมนต์หมู่สรรเสริญพระรัตนตรัย ทำนองสรภัญญะระดับจังหวัด โดยส่งใบสมัครพร้อมภาพถ่ายการสวดมนต์ทั้งสถานศึกษา จำนวน 2 ภาพ ให้จังหวัดภายในวันที่ 1 พ.ย.2555 สำหรับ วันเวลา และสถานที่การจัดประกวดระดับจังหวัด จะแจ้งให้ทราบอีกครั้งหนึ่ง สอบถามรายละเอียดได้ที่สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัด ศาลากลางจังหวัดสมุทรสงคราม ชั้น 5 โทรศัพท์ 0-3471-8138 โทรสาร 0-3471-8348 ในวันและเวลาราชการ

ได้เห็นรายละเอียดกันแล้วนะครับ หากโรงเรียนใด หรือหากสนใจสามารถติดต่อตาามรายละเอียดของข่าวได้เลยครับ

ขอขอบพระคุณเนื้อหาของข่าวโดย : http://www.naewna.com/local/25166

 

Google+

หลังจากที่คราวก่อนทาง Blog อัมพวาไกด์ได้นำข่าวเกี่ยวกับ โพงพางแม่กลองดิ้น ได้แค่ชะลอลมหายใจ ซึ่งเป็นหัวข้อข่าวที่น่าสนใจและน่าติดตาม วันนี้ ทาง Blog อัมพวาไกด์ก็ได้เห็นข่าวคราวความคืบหน้าของข้าวนี้จึงขอนำมาเสนอต่อครับ ซึ่งมีความคืบหน้าดังต่อไปนี้ครับ

โพงพางเมืองแม่กลองยังมีลุ้น จะอยู่หรือไปต้องรอ

หลังจากการชี้แจงของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับคณะอนุกรรมการด้านสิทธิชุมชนและฐานทรัพยากร ในวันที่ 16 ตุลาคม พ.ศ.2555

ผู้ประกอบอาชีพโพงพางจังหวัดสมุทรสงคราม หลังได้ชะลอการรื้อถอนจากเจ้าหน้าที่กรมประมงเมื่อวันที่ 26 กันยายนเป็นต้นมานั้น สืบมาเมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2555 ตัวแทนคณะอนุกรรมการด้านสิทธิชุมชนและฐานทรัพยากร และตัวแทนคณะกรรมาธิการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมวุฒิสภา ได้ลงสำรวจข้อเท็จจริงในพื้นที่ พร้อมทั้งได้เปิดเวทีสาธารณะ

ก่อนสิ้นสุดการแสดงความเห็น นพ.นิรันดร์ พิทักษ์วัชระ ประธานคณะอนุกรรมการด้านสิทธิชุมชนและฐานทรัพยากร ขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับโพงพาง พร้อมผู้ประกอบอาชีพเข้าชี้แจงต่อคณะอนุกรรมการด้านสิทธิฯ ในวันที่ 16 ตุลาคม เพื่อหาทางออกต่อไป

การลงพื้นที่สำรวจข้อเท็จจริงเริ่มต้นเมื่อเช้าวันที่ 1 ตุลาคม ขณะที่ชาวบ้านส่วนหนึ่งกำลังรอลุ้นตัวเลขจากกองสลากกินแบ่งรัฐบาล แต่ชาวโพงพางเมืองแม่กลองพากันมาลุ้นการมาเยือนของคณะกรรมาธิการและกรรมการสิทธิฯ บริเวณศาลาท่าน้ำวัดลาดเป้ง ต.นางตะเคียน อ.เมือง จ.สมุทรสงคราม

เมื่อ นพ.นิรันดร์ พิทักษ์วัชระ ประธานคณะอนุกรรมการด้านสิทธิชุมชนและฐานทรัพยากร เดินมาสมทบกับอาจารย์แมน ปุโรทกานนท์ ตัวแทนคณะกรรมาธิการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมวุฒิสภาที่เดินทางมารอก่อนแล้ว สีหน้าท่าทางของชาวโพงพางเปี่ยมไปด้วยความยินดี

คณะร่วมสำรวจมิเพียงชาวแม่กลองเท่านั้น หากยังเดินทางมาจาก จ.ฉะเชิงเทรา และ จ.เพชรบุรี และถิ่นใกล้เคียง เพราะต่างได้รับชะตากรรมรื้อถอนอันปวดร้าวไปตามๆกันมาแล้ว
คณะสำรวจลงเรือเวลาประมาณ 11.30 น. เริ่มจากคลองสุนัขหอน ท่าเรือหน้าวัดลาดเป้ง เรื่อยไปจนถึงปากคลองแม่กลองสุนัขหอน และจบลงที่วัดช่องลม อำเภอเมือง จังหวัดสมุทรสงคราม ระหว่างเส้นทางประมาณ 13 กม. พบเสาโพงพางในคลองสุนัขหอนประปราย

นางกานดา พาเจริญ หนึ่งในผู้ประกอบอาชีพโพงพาง บอกว่า ในคลองสุนัขหอนมีโพงพางไม่เกิน 20 ปาก เพราะคนรุ่นใหม่ไม่ค่อยทำกัน เหลือเพียงคนสูงวัยทำกัน รายได้แต่ละวันก็ไม่มาก เริ่มจากประมาณวันละ 200 เรื่อยไปจนถึงประมาณ 500 บาทเท่านั้น ทำให้คนรุ่นใหม่ไม่อยากสืบทอดต่อ

“อีกสาเหตุหนึ่งคือกุ้งลดลง กุ้งเหลือน้อยมาก เนื่องจากน้ำเสียจากโรงงานอุตสาหกรรมปล่อยลงมา อย่างเมื่อวันที่ 23 ธันวาคม พ.ศ.2553 น้ำในคลองสุนัขหอนแดงเป็นสีชา น้ำในคลองใช้ประโยชน์อย่างอื่นไม่ได้ นอกจากใช้เป็นเส้นทางคมนาคมอย่างเดียว” นางกานดากล่าว ท่ามกลางเสียงเรือเครื่องคำรามในคุ้งคลอง

มองไปสองฟากฝั่ง มีอาคารบ้านเรือน รีสอร์ตซ่อนตัวอยู่ในเรือกสวน บรรยากาศน่ารื่นรมย์ แต่ละบ้านต่างทำกำแพงกั้นดินถล่ม ทั้งชนิดเรียงหินเป็นแนว สร้างเป็นคอนกรีตเสริมเหล็ก และปักเสาปูนมั่นคงแข็งแรง รูปแบบบ้านมีทั้งทรงไทย และทรงสมัยใหม่

อาชีพที่ยังไหวเต้นอยู่ริมคลองคือตกกุ้ง ชาวบ้านเล่าว่า วันๆ ไม่ได้มากมายอะไร แค่พอนำมาประกอบอาหาร โอกาสที่จะได้ขายนั้นยาก เพราะกุ้งไม่ชุกชุมเหมือนเก่าก่อน ขณะมองคนตกกุ้งเพลินๆ คณะก็ต้องตะลึงกับประตูน้ำขนาดใหญ่ บริเวณใกล้กับวัดปากลัด หนึ่งในชาวบ้านเล่าว่า ประตูน้ำนี้แรกชาวบ้านเรียกร้องให้ทำเพื่อกั้นน้ำเค็มแต่เวลาผ่านไปเกือบ 20 ปี ถึงจะมาสร้าง

“ปัญหาน้ำเค็มหมดไปแล้วถึงสร้าง ใช้งบประมาณไป 196 ล้านบาท ไม่ได้ช่วยอะไรเลย นอกจากมาขวางทางน้ำ และทำลายวงจรสัตว์น้ำ”

เมื่อถามถึง 2 ประเด็นที่กรมประมงนำมา “เชือด” ชาวโพงพางคือ 1.ทำลายพันธุ์ปลาวัยอ่อน และ 2.กีดขวางทางสัญจรไปมา ในมุมของคนทำโพงพางมีคำอธิบายเรื่องเหล่านี้อย่างไร นายวิชัย สังข์ทอง อายุ 29 ปี บ้านเลขที่ 96/2 หมู่ที่ 5 บ้านนางตะเคียน ต.นางตะเคียน อ.เมือง บอกว่า สัตว์น้ำวัยอ่อนไม่ได้เดินกลางคลอง กุ้งวัยโตแล้วถึงจะเดินทาง

“ส่วนข้ออ้างเรื่องปลาเดินทางไปวางไข่ ปลาวางไข่ชายตลิ่งและปลาไม่เข้าโพงพางง่ายๆ แต่มันจะมาตอมปลายโพงพาง มันมาตอดกินกุ้ง โอกาสที่จะเข้าไปข้างในน้อยมาก ถ้าปลาจะเข้าโพงพางมากก็ต่อเมื่อมีคนเบื่อ อย่างนี้ละเข้าเยอะแน่” นายวิชัยยืนยัน

ประเด็นทำลายสัตว์น้ำ นอกจากโดนเบื่อในบางครั้งแล้ว ยังมีเรื่องน้ำเสียจากโรงงานอุตสาหกรรม นายนฤทธิ์ ประกอบทรัพย์ เจ้าของเรือรับจ้างทั่วไปในคลองสุนัขหอนบอกว่า พ้นเขตแม่กลองเข้าไปในเขตสมุทรสาครเพียง 2 กม.เท่านั้น น้ำจะเน่าเสีย ยิ่งเข้าใกล้กลุ่มโรงงานจะได้กลิ่นเหม็น

ส่วนประเด็นกล่าวหากีดขวางทางสัญจรไปมา นายวิชัยบอกว่า “เดี๋ยวนี้เขาใช้รถกันหมดแล้ว จะมีก็แต่เรือชาวบ้านลำเล็กๆ ไม่มีผลต่อการวางโพงพาง เรือวิ่งสบาย”

เข้าสู่เวทีสาธารณะที่วัดเขายี่สาร ต.ยี่สาร อ.อัมพวา มีชาวโพงพางจากเพชรบุรี ฉะเชิงเทรา และในพื้นที่เมืองแม่กลองเข้ามาฟังกว่า 200 คน อาจารย์แมน ตัวแทนคณะกรรมาธิการฯถาม นายอุทัย สิงห์โตทอง ประมงจังหวัด เรื่อง ขั้นตอนการรื้อถอน หนังสือขอให้สิทธิของประมงแม่กลอง และเรื่องการขอทำวิจัยที่นางกานดายืนยันว่าถ้าทำการวิจัยออกมาแล้วพบว่าโพงพางแม่กลองทำลายพันธุ์สัตว์วัยอ่อนมากมายจริงอย่างกรมประมงกล่าว ก็จะขอเลิกทำโพงพางอย่างไม่มีเงื่อนไข

ประมงจังหวัดบอกว่า เรื่องทำวิจัยนั้นยังไม่มีโครงการ การขอผ่อนผันที่ชาวบ้านร้องขอไปนั้น มีหนังสือออกมาแล้วว่า ไม่ให้ผ่อนผัน และบอกว่า “ผมต้องปฏิบัติตามมติ ครม.”

เมื่อประมงจังหวัดยืนยันดังนั้น นายสุรจิต ชิรเวทย์ ส.ว.สมุทรสงครามแสดงทรรศนะว่า เรื่องโพงพางคณะกรรมาธิการสิ่งแวดล้อมฯเคยทำมาตั้งแต่ชาวเพชรบุรีร้องเรียนแล้ว แม้มีมติออกมาก็ไม่ได้รับการปฏิบัติตาม หรือมีความคืบหน้าแต่อย่างใด พลางย้ำว่า เมื่อกรมประมงยืนยันใน พ.ร.บ.ปี 2490 แต่ชาวบ้านก็มีสิทธิตามรัฐธรรมนูญในปัจจุบัน ซึ่งถือเป็นกฎหมายแม่ และเป็นกฎหมายสูงสุด

นพ.นิรันดร์เห็นคล้อยตามกันว่า เมื่อ พ.ร.บ.ประมงปี พ.ศ.2490 กรมประมงนำมาใช้ แต่ชาวบ้านก็สามารถอ้างสิทธิตามรัฐธรรมนูญได้ การใช้กฎหมายต้องดูด้วยว่า คนเดือดร้อนหรือไม่ และการใช้กฎหมายต้องมองเรื่องสิทธิชุมชนด้วย ไม่อย่างนั้นอาจถูกฟ้องร้องได้

“เราต้องยึดกฎหมายแม่บท ไม่อย่างนั้นบ้านเมืองจะลุกเป็นไฟ เพราะฉะนั้นรัฐบาลเองก็ต้องทบทวนนโยบายเหมือนกัน”

พลางตั้งคำถามว่า “อวนลากอวนรุนการทำลายล้างเหมือนเอ็ม 79 แต่โพงพางเหมือนปืนแก๊ป ทำไมต้องให้เลิก ถ้าเอากฎหมายของท่านมาใช้แล้วไม่เอารัฐธรรมนูญไปประกอบ อย่างนั้นฉีกทิ้งเลยเอาไหม”

คำถามของ นพ.นิรันดร์ แม้จะแทนและแทงใจชาวบ้าน แต่เหนือกว่านั้นคือ หลังวันที่ 16 ตุลาคม ชะตากรรมของชาวโพงพางจะเป็นอย่างไร

ขอขอบพระคุณที่มาของข่าว :  http://www.thairath.co.th/column/pol/page1scoop/295588

Google+

“แม่กลอง”รณรงค์ใช้กระดาษมันในการห่อปลาทูนึ่ง

ปลาทูแม่กลอง รสชาดอร่อยหวานมัน

ปลาทูแม่กลอง โดยส่วนมากพ่อค้า และแม่ค้า จะห่อหุ้มด้วยกระดาษหลายประเภท แต่ที่เป็นอันตรายจะเป็นการที่ห่อด้วยกระดาษหนังสือพิมพ์

ปลาทูแม่กลอง ใครได้ยินชื่อนี้ คงเป็นการการันตีความอร่อยของปลาทูจากแม่กลองถิ่นนี้แน่นอนครับ ผู้อ่านเคยสังเกตหรือไม่ครับเวลาเราซื้อปลาทูแม่กลองกลับไปทานที่บ้านเราได้สังเกตบ้างหรือไม่ครับ ว่าทางพ่อค้าแม่ค้า เค้าได้ห่อปลาทูที่เราซื้อกลับบ้านด้วยอะไร ด้วยกระดาษหนังสือพิมพ์ หรือใบตอง หรือกล่องโฟม

ล่าสุด ผมได้อ่านหนังสือพิมพ์ที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับการรณรงค์การใช้กระดาษมันใช้สำหรับการห่อปลาทู โดยทางนายสุวัฒน์ กิตติดิลกกุล นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดสมุทรสงคราม เปิดเผยว่า ได้นำเจ้าหน้าที่สาธารณสุขออกเก็บตัวอย่างปลาทูนึ่งตามร้านค้าริมถนนบายพาสเลี่ยงเมืองและในตลาดแม่กลอง จำนวน 20 ร้านค้า ที่ห่ออาหารด้วยกระดาษหนังสือพิมพ์และใบตอง ส่งให้ศูนย์วิทยาศาสตร์การแพทย์ที่ 4 สมุทรสงคราม ตรวจวัดปริมาณสารตะกั่ว ทั้งนี้ จากผลศึกษาเมื่อปี 2545 พบว่า อาหารบรรจุในถุงกระดาษหนังสือพิมพ์นาน 1 ชั่วโมง จะมีสารตะกั่วเฉลี่ย 0.52 มิลลิกรัมต่อขนมหนัก 1 กิโลกรัม เนื่องจากขนมประเภททอดจะมีน้ำมันมาก จึงเป็นสารละลายตะกั่วจากหมึกพิมพ์ได้ดีเช่นเดียวกับปลาทูนึ่งที่มีน้ำเปียกชุ่มอยู่ตลอดเวลา สสจ.สมุทรสงครามจะสนับสนุนและมอบป้าย “ปลาทูนึ่งแม่กลองปลอดภัยใส่ใจผู้บริโภค” ให้ร้านค้าที่ใช้กระดาษมันเพื่อสร้างมาตรฐานด้านความปลอดภัยให้ผู้บริโภคมั่นใจ

ดังนั้นเราจึงมั่นใจแล้วว่า ปลาทูที่เราซื้อมาจากตลาดแม่กลองนั้นไม่มีสารตะกั่วมาเจือปนกับปลาทูแม่กลองที่เราซื้อกัน หรือว่าหากใครเจอร้านค้าร้านไหนเอากระดาษหนังสือพิมพ์มาห่อปลาทูแม่กลองขาย ก็ช่วยๆกันเตือนนะครับ ว่าการใช้กระดาษหนังสือพิมพ์มาห่อมันมีอันตรายอย่างไร และเราควรหาอะไรมาห่อทดแทน เพื่อเราจะได้ทานปลาทูแม่กลองกันอย่างปลอดภัย และรสชาดอร่อยกันอย่างนี้เรื่อยไป

ขอขอบคุณที่มาของข่าวโดย http://www.khaosod.co.th/view_news.php?newsid=TUROaVoyc3dNekkwTURrMU5RPT0=&sectionid=TURNek1nPT0=&day=TWpBeE1pMHdPUzB5TkE9PQ==

 

 

Google+

วันนี้ Blog Amphawaguide.com ขอนำเสนอข่าวจากไทยรัฐ เมื่อวันที่ 28 กันยายน 2555 ที่ผ่านมา ได้นำเสนอเกี่ยวกับหัวข้อข่าว”โพงพางแม่กลองดิ้น ได้แค่ชะลอลมหายใจ” ซึ่งเป็นเรื่องราวของข่าวที่เป็นการหาทางออกของอาชีพโพงพางกัน โพงพาง เป็นเครื่องมือประมงที่ใช้อวนรูปถุง ปากอวนติดตั้งให้การรับสัตว์น้ำที่พัดตามกระแสน้ำเข้าถุงอวน  โดยเนื้อหาของข่าวมีดังนี้

ประมาณ 14.00 น. ณ อาคารรัฐสภา ห้อง 311 บรรยากาศเต็มไปด้วยความตึงเครียดตัวแทนประมงพื้นบ้านจังหวัดสมุทรสงครามกว่า 30 คน เดินทางมาฟังคำชี้แจงกรมเจ้าท่าและกรมประมง  กรณีนางทัดทรวง พิกุลทอง ผู้แทนเครือข่ายประมงพื้นบ้านลุ่มน้ำแม่กลองส่งหนังสือถึงคณะกรรมาธิการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม วุฒิสภา เรื่องขอให้ตรวจสอบการดำเนินการยกเลิกการทำโพงพางในลำน้ำ จังหวัดสมุทรสงคราม
ดังนั้น คณะกรรมาธิการได้เชิญกรมประมงและกรมเจ้าท่าเข้ามาชี้แจงการกระทำดังกล่าว  เมื่อเวลา 14.00 น. วันที่ 25 กันยายน พ.ศ.2555

นางทัดทรวง พิกุลทอง อายุ 38 ปี อยู่บ้านเลขที่ 75 หมู่ 1 ต.ยี่สาร อ.อัมพวา จ.สมุทรสงคราม ให้ภาพชีวิตชาวโพงพางว่า คนทำโพงพางส่วนใหญ่เป็นคนอายุมาก เด็กๆรุ่นใหม่ไม่มาทำกันแล้ว ถ้าเลิกอาชีพโพงพางจะให้คนอายุมากเข้าไปทำงานในโรงงานก็คงเป็นไปไม่ได้

ส่วนหนึ่งเป็นผู้สูงอายุที่ต้องดูแลลูกหลาน และที่สำคัญถ้าจะเปลี่ยนอาชีพใหม่ ไหนจะต้องมีทุนและความชำนาญในการประกอบอาชีพใหม่ ดังนั้น การรื้อถอนเครื่องประกอบอาชีพอย่างไม่ทันได้ตั้งตัว ทำให้ชาวบ้านเดือดร้อน ขอให้เข้าใจชาวบ้านบ้าง

นายสุรจิต ชิรเวทย์ สมาชิกวุฒิสภาจังหวัดสมุทรสงคราม ทำหน้าที่เป็นประธานในการซักถาม เกริ่นว่า กรมประมงอาศัย พ.ร.บ.ประมง พ.ศ.2490 และประกาศกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พ.ศ. 2521 ให้รื้อถอนเครื่องมือประมงประเภทโพงพางในเขตจังหวัดสมุทรสงคราม โดยลงกำหนดรื้อถอนเช้าวันที่ 26 กันยายนนี้ ด้วยเหตุผลหลัก 2 ประการ คือ 1.ทำลายพันธุ์สัตว์น้ำวัยอ่อน และ 2.กีดขวางเส้นทางน้ำ

“แต่ชาวบ้านเขามีสิทธิ์ได้รับคำชี้แจงแสดงเหตุผลจากทางการ และมีสิทธิชุมชนตามรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน ที่ควรได้รับรู้และได้รับการคุ้มครอง”

รองอธิบดีกรมประมงชี้แจงว่า  สาเหตุที่ต้องรื้อ เนื่องจากการกางโพงพางนั้นอยู่บริเวณปากแม่น้ำ สัตว์ที่จะลงไปผสมพันธุ์ถ้าไปดักเส้นทางไว้ก็จะเป็นการทำลายธรรมชาติ  และเครื่องมือโพงพางเป็นการทำลายพันธุ์สัตว์เป็นอันดับต้นๆมากกว่าอวนรุน อวนลาก เพราะว่าปลาไปวางไข่ไม่ได้ ปริมาณปลาก็จะค่อยๆลดลงไป

“บริเวณที่โพงพางตั้งอยู่เหมือนป่าต้นน้ำ” เจ้าหน้าที่จากกรมประมงเสริม

นางกานดา พาเจริญ ตัวแทนประมงขอความคิดเห็นว่า  เรื่องการรื้อถอนที่จะเกิดขึ้นขอความเห็นใจและพอจะช่วยประชาชนที่ประกอบอาชีพมาตั้งแต่บรรพบุรุษได้อย่างไรบ้าง

กรรมาธิการแสดงความเห็นว่า น่าจะมีวิธีการ เป็นต้นว่า การทำประมงอย่างยั่งยืน ดังนั้น น่าจะมีการศึกษาแบบมีส่วนร่วมระหว่างนักวิชาการ ชาวบ้าน เพื่อหาทางออกและการลดทำลายได้หรือไม่ แค่ไหน และอย่างไร

สุรจิตตั้งคำถามว่า ทำไมจังหวัดระยองจึงกำหนดให้รื้อโพงพางถึง 90 วันได้  แต่จังหวัดสมุทรสงครามมีเพียง 30 วันเท่านั้น  เจ้าหน้าที่กรมประมงชี้แจงว่า เป็นเรื่องของจังหวัดระยองเป็นผู้กำหนดเอง ทางกรมประมงไม่ทราบ และแจ้งด้วยว่าในเดือนกันยายนจะต้องรื้อโพงพางในจังหวัดต่างๆ เช่น ตรัง สตูล นครศรีธรรมราช และสมุทรสงคราม

กรรมาธิการจึงเสนอแนวคิดว่า เนื่องจากสาเหตุรื้อถอนทางประมงอ้างมา 2 สาเหตุ คือ 1.กีดขวางเส้นทางสัญจรทางน้ำ และ 2.ทำลายพันธุ์ปลา ประเด็นที่ต้องพิจารณาตรวจสอบคือ ที่ว่ากีดขวางการสัญจรทางน้ำนั้น ไม่ใช่โพงพางทุกปากจะกีดขวางทางน้ำเสมอไป เพราะลำน้ำบางสายไม่มีเรือสัญจรไปมาและการกั้นโพงพางก็ไม่ได้กั้นทั้งคลองจนเรือไม่สามารถเดินได้

ประเด็นที่ 2 เรื่องทำลายพันธุ์ปลานั้น น่าจะพิจารณากันที่ตาของอวนว่าถี่ห่างอย่างไร ถ้าถี่เกินไปก็กำหนดให้เป็นตาห่างกว่าเดิมได้ เพื่อชาวบ้านจะได้ประกอบอาชีพต่อไปได้

 ทั้ง 2 ประการ แม้จะดูขัดกับกฎหมายที่ออกเมื่อ พ.ศ.2521 แต่ต้องไม่ลืมว่าเป็นกฎหมายที่ออกมานานแล้ว ยุคสมัยเปลี่ยนไป และที่สำคัญกฎหมายฉบับเดียวกันแต่ลักษณะพื้นที่ที่แตกต่างกันก็ไม่น่าจะใช้ครอบคลุมได้ทั้งหมด

กรณีการรื้อถอนโพงพาง “ผมไม่เห็นด้วยที่จะใช้กฎหมายฉบับเดียวใช้ไปทั่วประเทศ และจริงๆแล้วในเชิงวิชาการอวนลากน่าจะเป็นปัญหามากกว่าโพงพางด้วยซ้ำ ดังนั้น การออกกฎหมายและการใช้กฎหมายต้องประกอบด้วยข้อเท็จจริงด้วย” กรรมาธิการบอก

หลังการรับฟังเสียงชาวบ้านและข้อเสนอแนะจากคณะกรรมาธิการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม รองอธิบดีกรมประมง นายเชิดศักดิ์ วงษ์กมลชุณห์ ขอรับข้อเรียกร้องไปเสนอยังอธิบดีกรมประมงและรัฐมนตรีกระทรวงเกษตรฯ เพื่อพิจารณาต่อไป

แต่นายมานพ แจ้งกิจ ผู้อำนวยการสำนักบริหารจัดการด้าน การประมง  หนึ่งในคณะผู้เข้ามาชี้แจงบอกว่า  ตนไม่อาจห้ามหน่วยรื้อถอนได้ ตามกำหนดการรื้อถอนประมงในพื้นที่แม่กลองนั้น คือ 05.00 น. ของวันที่ 26 และถ้าไม่ทำก็ไม่ทราบจะตอบคำถามกับชาวเพชรบุรีอย่างไร  เพราะได้รื้อในเขตพื้นที่จังหวัดเพชรบุรีไปแล้ว

กรรมาธิการแจกแจงว่า  เมื่อตัวแทนของอธิบดีกรมประมงรับข้อร้องเรียนไปแล้ว ก็ควรเป็นไปตามนั้น เพราะอำนาจการตัดสินใจเต็มอยู่ที่ท่านรองอธิบดี แม้จะเกิดปฏิกิริยาระหว่างชาวบ้านผู้ร้อง เรียน และผู้ถือกฎหมายคือเจ้าหน้าที่ของกรมประมงเล็กน้อย  แต่สถานการณ์ก็จบลงด้วยดี

เช้าวันที่ 26 กันยายน เมื่อสอบถามชาวบ้านผู้ประกอบอาชีพโพงพางเรื่องการรื้อถอน นางกานดา พาเจริญ บอกว่าไม่มีการเข้ารื้อถอนจากเจ้าหน้าที่กรมประมงแต่อย่างไร

สำหรับการดิ้นต่อไปของผู้ประกอบอาชีพโพงพางคือ “เรายื่นร้องคุ้มครองสิทธิ์ไว้ก่อน  คำสั่งจะเป็นอย่างไรไม่รู้  แต่ทางประมงยืนยันว่าอย่างไรเขาก็จะถอน ตอนนี้ชาวบ้านคิดกันว่า ถ้าเขามารื้อถอนก็จะเอาไปกองบนถนนพระรามสอง  เพราะไม่มีที่กองและเราก็ขอผ่อนผันไปแล้ว แต่ทำเหมือนเราเป็นโจร” กานดาบอก

พลางกระซิบว่า ไม่รู้ทางจังหวัดจะให้เลิกโพงพางซึ่งเป็นอาชีพที่ดูแลน้ำ  เพื่อไปทำอุตสาหกรรมสะอาดตามนโยบายจังหวัด แต่ทำลายน้ำหรือไม่

ที่มาของข่าว และสามารถชมข่าวพร้อมรูปภาพเพิ่มเติมได้ที่  :  http://www.thairath.co.th/column/pol/page1scoop/294127

 

Google+