อัมพวา ตลาดน้ำอัมพวา และที่พักอัมพวา พร้อมด้วยนานาสาระมากมายกับ AmphawaGuide.com™
  • facebook

วันนี้ Blog อัมพวาไกด์ขอนำเสนอความคืบหน้าของกรณีการสร้างชูชัยบุรีศรีอัมพวามาเพิ่มเติมครับ ไม่ขอพูดพร่ำทำเพลง เชิญอ่านกันเลยครับ

เมื่อวันที่ 10 ตุลาคม กรณีนายชูชัย ชัยฤทธิเลิศ เจ้าของร้านเพชรชื่อดัง กล่าวถึงความคืบหน้าโครงการชูชัยบุรีศรีอัมพวา ตั้งอยู่บริเวณตลาดน้ำอัมพวา ถนนเลียบนที ต.อัมพวา อ.อัมพวา จ.สมุทรสงคราม ที่เคยถูกชาวบ้านบางกลุ่มในพื้นที่คัดค้าน กระทั่งมีการประชุมของกลุ่มประชาชนชาวอัมพวา เมื่อวันที่ 2 ตุลาคมที่ผ่านมา โดยที่ประชุมซึ่งมีผู้เข้าร่วมกว่า 300 คน ต่างเห็นด้วยกับโครงการ พร้อมกับนำแบบชูชัยบุรีทั้ง 6 แบบ มาให้ผู้เข้าร่วมประชุมได้เลือกที่จะนำมาเป็นแบบก่อสร้างตามโครงการ โดยกลุ่มลงมติเลือกแบบที่ 5 เป็นลักษณะอาคารที่มีความเป็นไทยมากขึ้น หลังคาทรงเรือนไทย รวมทั้งการปลูกต้นไม้ไว้ด้านหน้าให้มากขึ้นเหมือนลักษณะบ้านริมคลอง โครงการชูชัยบุรีศรีอัมพวาพร้อมจะทุบตึกโรงแรมในโครงการออก 1 ชั้น ให้เหลือ 3 ชั้น และจะบูรณะบ้านไม้เดิมจำนวน 12 หลัง ให้เสร็จก่อนวันที่ 5 ธันวาคมนั้น

นายชูชัยได้กล่าวว่า มีการประชุมกับทีมงานและคุยเรื่องแบบก่อสร้างกับสถาปนิก ขณะนี้ยังไม่สามารถระบุได้ว่า จะทุบตึกและบูรณะบ้านไม้ 12 หลังวันไหน เนื่องจากต้องหาผู้รับเหมาใหม่ ซึ่งผู้รับเหมาเดิมหมดสัญญาลงแล้ว แต่ที่คุยกันคร่าวๆ โครงการชูชัยบุรีเฟสแรกช่วงบริเวณริมน้ำจะมีบ้านไม้ 12 หลัง จะเสร็จใน 6 เดือนนี้ ส่วนตัวโรงแรมที่จะต้องทุบออก 1 ชั้น จะเสร็จภายใน 18 เดือนนับจากนี้

ด้านนายศิริวัฒน์ คันธารส ประชาคมคนรักแม่กลอง กล่าวถึงการปรับปรุงโครงการชูชัยบุรีศรีอัมพวา ที่เคยถูกชาวบ้านบางกลุ่มคัดค้านการก่อสร้างโครงการว่า ได้มีการประชุมของชาวบ้าน โดยมีการลงมติเลือกแบบปรับปรุงการก่อสร้างแบบที่ 5 จากทั้งหมด 6 แบบ วันนั้นตนไม่ได้เข้าร่วมประชุมด้วย แต่ส่วนตัวได้พูดมาตั้งแต่ต้นแล้วว่า สิ่งที่อยากให้มีก็คือ อยากให้เกิดเวทีนี้ตั้งแต่ต้นของโครงการแล้ว อยากให้มีกระบวนการรับฟังความคิดเห็นกันอย่างรอบด้าน มีนักวิชาการให้ข้อคิด มีประชาชนมาช่วยกันให้ข้อเสนอแนะ แต่สิ่งสำคัญที่จะต้องทำร่วมกันตั้งแต่ต้นในกระบวนการการทำโครงการของการพัฒนาแต่ละพื้นที่ ถึงแม้ว่าตัวกฎหมายจะไม่ได้ถูกกำหนดไว้ว่าใครบ้าง ยกเว้นกฎหมายรัฐธรรมนูญที่เขียนไว้ว่าควรจะมีกระบวนการรับฟังความคิดเห็นอย่างทั่วถึง จริงๆ แล้วคำว่าทั่วถึงจะต้องหมายรวมไปถึงคนที่เกี่ยวข้องทั้งหมด ขณะที่กระบวนการพัฒนาการท่องเที่ยวที่เกิดขึ้นแบบไม่มีกระบวนการพูดคุยกันรับฟังความคิดเห็น การใช้ข้อมูลความรู้และหลักวิชาการอย่างรอบด้านจะพัฒนาไปสู่ทิศทางใด

นายศิริวัฒน์กล่าวต่อว่า เรื่องการออกแบบไม่ใช่หน้าที่เรา ซึ่งไม่ได้มีหน้าที่ไปกำหนดว่าจะต้องเป็นแบบใด หน้าที่นี้ควรเป็นของคนที่มีความรู้ด้านนี้ และคนอัมพวาทุกคนมีหน้าที่ที่จะช่วยกันให้ข้อเสนอ แต่ประเด็นสำคัญเราเสนอแนะประเด็นการจัดเวทีประชาคมรับฟังความคิดเห็นรอบด้าน มีโอกาสเห็นข้อมูลรอบด้าน ถ้ามีอะไรเกิดขึ้นแบบใดบ้าง มีผลกระทบอะไรบ้าง จะมีสิ่งเกิดขึ้นอะไรบ้าง เราเสนอแนะไม่ใช่แค่ชูชัยบุรี แต่ได้เสนอแนะทุกกรณีไม่ว่าจะเป็นการทำโรงงานทอผ้า หรือที่อื่นๆจะมาตั้งโรงงานอุตสาหกรรมในพื้นที่ ควรมีการแลกเปลี่ยนข้อมูลอย่างรอบด้าน ทั้งทางวิชาการ ผลกระทบที่เกิดขึ้น และผลประโยชน์ที่จะเกิดขึ้นในพื้นที่ สิ่งนี้คือสิ่งที่ประชาคมคนรักแม่กลองต้องการและอยากให้เกิดขึ้น สําหรับการก่อสร้างนั้นเมื่อทําไปแล้วก็ทําไป

ด้านนายวิสุทธิ์ ณ บางช้าง เลขานุการนายกเทศมนตรี ตำบลอัมพวา และคณะกรรมการผู้ริเริ่มตลาดอัมพวากล่าวว่า ความคิดเห็นการปรับปรุงการก่อสร้าง ทางโครงการยอมที่จะปรับปรุงทุกอย่าง ซึ่งเป็นความเห็นของคนส่วนใหญ่ ถ้าหากเขาทำเพียงแค่นี้ไม่คิดทำเพิ่มเติมโครงการอะไรต่อไปอีก ก็ไม่เสียหายเท่าไร ซึ่งสิ่งที่เสียหายได้เลยผ่านไปแล้วไม่เสียหายไปมากกว่านี้ แต่ถ้าหากจะทำตลาดน้ำแข่งแทนตลาดเก่าที่เป็นอยู่ทุกวันนี้ มันน่ากลัวมาก ยังคาดเดาไม่ได้

“ผมเป็นห่วงมาก เพราะว่ากว่าจะสร้างมาใช้เวลานานกว่าจะมาถึงตรงนี้ได้ แต่จะมีคนมาชุบมือเปิบซึ่งมีตลาดตรงนี้แล้ว และจะย้ายไปอีกที่หนึ่ง เขามีเงินมากกว่าสามารถจะไปเนรมิตอะไรก็ได้ จึงรู้สึกเป็นห่วงความเป็นตลาดน้ำที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติมาก” นายวิสุทธิ์กล่าว

นางอัฉรา วงษ์สมิต ชาวอัมพวา ให้ความคิดเห็นว่า แบบที่ 5 จะเป็นแบบท้าย เท่าที่ดูการปลูกต้นไม้ที่บดบังหมด แต่วันข้างหน้าคิดอยู่คนเดียวว่า ถ้าเขาโชว์อย่างนี้ วันข้างหน้าถ้าเขาไม่ทำ เดี๋ยวคนก็จะลืมสิ่งที่มีต้นไม้ปกคลุม แบบที่ 5 ทั้งโครงสร้างตัวอาคารและวันนี้เขาโชว์ต้นไม้ เขาได้นำต้นไม้มาพลางแล้ว แต่วันข้างหน้าคนไม่ได้นึกถึงในสิ่งที่เขาจะดูแลต่อไป แต่หากวันข้างหน้าไม่มีต้นไม้ แต่จะมีตัวอาคารจะเป็นอย่างไร ขณะนี้กระแสแรงชาวบ้านก็ยกมือให้โครงการชูชัยไป

นางอัฉรากล่าวต่อว่า ในส่วนด้านตลาดถ้าเรามองด้านผู้ค้าจริงๆ ก็ไม่ต้องกลัวอะไร ตลาดอัมพวาน่าจะมีความยั่งยืนกว่านั้น คนที่โวยวายอาจจะมองเพียงด้านผลประโยชน์ ขณะที่โครงการมาถึงขั้นนี้แล้ว ส่วนตลาดของชูชัยบุรีน่าจะเป็นอีกตลาดหนึ่ง ลูกค้าของเขาน่าจะเป็นพรีเมี่ยม เป็นลูกค้าต่างประเทศและลูกค้านำเข้า ขณะที่คนอัมพวาจะมีลูกชิ้นปิ้ง มันทอด แล้วจะนำไปขายในตลาดของโครงการจะเหมาะสมกันหรือไม่ ชูชัยอาจจะให้ไปขาย แต่ถามว่าจะมีคนซื้อของเหล่านี้ไหม รออีกสักระยะหนึ่งแม่ค้าเหล่านี้ก็จะต้องตายไปเอง ทุกอย่างก็จะเป็นอาณาจักรของชูชัยบุรี แต่วันนี้กระแสแรงมาก ขณะนี้จะมีพีอาร์ (ประชาสัมพันธ์) ที่มาลดกระแสลงไป หากมีการขายอย่างที่มองดู คนที่จะเข้าไปขายน่าจะเป็นครกทองสากกะเบือฝังเพชรประมาณนี้ คนอัมพวาไม่มีสิทธิที่จะเข้าไปขายเลยหากดูภาพนี้ วันนี้จึงอยากให้จบลงดี

ขอขอบพระคุณที่มาของข่าวที่นำมาประชาสัมพันธ์ : http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1349927107&grpid=&catid=19&subcatid=1906

Google+

วันนี้Blog อัมพวาไกด์ดอทคอม ขอนำมาเสนอข่าวประชาสัมพันธ์ของจังหวัดสมุทรสงครามครับ เป็นข่าวที่เกี่ยวกับทางจังหวัดสมุทรสงครามได้จัดการประกวดสวดมนต์หมู่สรรเสริญพระรัตนตรัย ทำนองสรภัญญะ ประจำปี 2556 ซึ่งเป็นข่าวที่ดีสำหรับนักเรียนที่สวดมนต์เป็นประจำทุกสัปดาห์ ผมจำได้ว่า สมัยที่ผมยังเป็นเด็กได้มีโอกาสสวดมนต์สรภัญญะเป็นประจำทุกสัปดาห์ ในวันศุกร์ โดยในวันนั้นจะเรียกกันว่ามีการสวดมนต์ยาว ซึ่งสมัยเด็กๆอาจจุรุ้สึกว่า อาจจะเป็นสิ่งที่น่าเบื่อไปสักหน่อย แต่เมื่อโตขึ้นก็ได้รู้ว่ามันเป็นสิ่งที่ดี และมีโอกาสน้อยมากที่จะได้มีโอกาสทำในเมื่อเราเจริญเติบโต หรือเป็นผู้ใหญ่ เล่าสู่กันฟังครับ  มาต่อกันที่รายละเอียดของข่าวกันดีกว่าครับ โดยเนื้อหาของข่าวมีรายละเอียดดังต่อไปนี้ครับ

นางสาวจิรารัตน์ สุนทรอาคเนย์ ประชาสัมพันธ์จังหวัดสมุทรสงคราม ได้รับแจ้งจากสำนักงานวัฒนธรรม จ.สมุทรสงคราม ว่า กรมการศาสนา กระทรวงวัฒนธรรมจะดำเนินการประกวดสวดมนต์หมู่สรรเสริญ พระรัตนตรัย ทำนองสรภัญญะ ประจำปี 2556 เพื่อส่งเสริมนักเรียนและครูในโรงเรียน ได้สวดมนต์ไหว้พระทั้งโรงเรียน อย่างน้อยสัปดาห์ละ 1 วัน และสนับสนุนให้โรงเรียนได้จัดให้มีการสวดมนต์หมู่ฯ ทั้งโรงเรียน พร้อมทั้งคัดเลือกนักเรียนเข้าประกวดสวดมนต์หมู่สรรเสริญพระรัตนตรัยทำนองสรภัญญะ ระดับจังหวัดและระดับประเทศ รับโล่รางวัลพระราชทานสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ในพิธีสัปดาห์ส่งเสริมพระพุทธศาสนา เนื่องในเทศกาลวันวิสาขบูชา ประจำปี 2556

ดังนั้นจึงขอเชิญชวนสถานศึกษาเข้าร่วมประกวดสวดมนต์หมู่สรรเสริญพระรัตนตรัย ทำนองสรภัญญะระดับจังหวัด โดยส่งใบสมัครพร้อมภาพถ่ายการสวดมนต์ทั้งสถานศึกษา จำนวน 2 ภาพ ให้จังหวัดภายในวันที่ 1 พ.ย.2555 สำหรับ วันเวลา และสถานที่การจัดประกวดระดับจังหวัด จะแจ้งให้ทราบอีกครั้งหนึ่ง สอบถามรายละเอียดได้ที่สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัด ศาลากลางจังหวัดสมุทรสงคราม ชั้น 5 โทรศัพท์ 0-3471-8138 โทรสาร 0-3471-8348 ในวันและเวลาราชการ

ได้เห็นรายละเอียดกันแล้วนะครับ หากโรงเรียนใด หรือหากสนใจสามารถติดต่อตาามรายละเอียดของข่าวได้เลยครับ

ขอขอบพระคุณเนื้อหาของข่าวโดย : http://www.naewna.com/local/25166

 

Google+

หลังจากที่คราวก่อนทาง Blog อัมพวาไกด์ได้นำข่าวเกี่ยวกับ โพงพางแม่กลองดิ้น ได้แค่ชะลอลมหายใจ ซึ่งเป็นหัวข้อข่าวที่น่าสนใจและน่าติดตาม วันนี้ ทาง Blog อัมพวาไกด์ก็ได้เห็นข่าวคราวความคืบหน้าของข้าวนี้จึงขอนำมาเสนอต่อครับ ซึ่งมีความคืบหน้าดังต่อไปนี้ครับ

โพงพางเมืองแม่กลองยังมีลุ้น จะอยู่หรือไปต้องรอ

หลังจากการชี้แจงของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับคณะอนุกรรมการด้านสิทธิชุมชนและฐานทรัพยากร ในวันที่ 16 ตุลาคม พ.ศ.2555

ผู้ประกอบอาชีพโพงพางจังหวัดสมุทรสงคราม หลังได้ชะลอการรื้อถอนจากเจ้าหน้าที่กรมประมงเมื่อวันที่ 26 กันยายนเป็นต้นมานั้น สืบมาเมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2555 ตัวแทนคณะอนุกรรมการด้านสิทธิชุมชนและฐานทรัพยากร และตัวแทนคณะกรรมาธิการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมวุฒิสภา ได้ลงสำรวจข้อเท็จจริงในพื้นที่ พร้อมทั้งได้เปิดเวทีสาธารณะ

ก่อนสิ้นสุดการแสดงความเห็น นพ.นิรันดร์ พิทักษ์วัชระ ประธานคณะอนุกรรมการด้านสิทธิชุมชนและฐานทรัพยากร ขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับโพงพาง พร้อมผู้ประกอบอาชีพเข้าชี้แจงต่อคณะอนุกรรมการด้านสิทธิฯ ในวันที่ 16 ตุลาคม เพื่อหาทางออกต่อไป

การลงพื้นที่สำรวจข้อเท็จจริงเริ่มต้นเมื่อเช้าวันที่ 1 ตุลาคม ขณะที่ชาวบ้านส่วนหนึ่งกำลังรอลุ้นตัวเลขจากกองสลากกินแบ่งรัฐบาล แต่ชาวโพงพางเมืองแม่กลองพากันมาลุ้นการมาเยือนของคณะกรรมาธิการและกรรมการสิทธิฯ บริเวณศาลาท่าน้ำวัดลาดเป้ง ต.นางตะเคียน อ.เมือง จ.สมุทรสงคราม

เมื่อ นพ.นิรันดร์ พิทักษ์วัชระ ประธานคณะอนุกรรมการด้านสิทธิชุมชนและฐานทรัพยากร เดินมาสมทบกับอาจารย์แมน ปุโรทกานนท์ ตัวแทนคณะกรรมาธิการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมวุฒิสภาที่เดินทางมารอก่อนแล้ว สีหน้าท่าทางของชาวโพงพางเปี่ยมไปด้วยความยินดี

คณะร่วมสำรวจมิเพียงชาวแม่กลองเท่านั้น หากยังเดินทางมาจาก จ.ฉะเชิงเทรา และ จ.เพชรบุรี และถิ่นใกล้เคียง เพราะต่างได้รับชะตากรรมรื้อถอนอันปวดร้าวไปตามๆกันมาแล้ว
คณะสำรวจลงเรือเวลาประมาณ 11.30 น. เริ่มจากคลองสุนัขหอน ท่าเรือหน้าวัดลาดเป้ง เรื่อยไปจนถึงปากคลองแม่กลองสุนัขหอน และจบลงที่วัดช่องลม อำเภอเมือง จังหวัดสมุทรสงคราม ระหว่างเส้นทางประมาณ 13 กม. พบเสาโพงพางในคลองสุนัขหอนประปราย

นางกานดา พาเจริญ หนึ่งในผู้ประกอบอาชีพโพงพาง บอกว่า ในคลองสุนัขหอนมีโพงพางไม่เกิน 20 ปาก เพราะคนรุ่นใหม่ไม่ค่อยทำกัน เหลือเพียงคนสูงวัยทำกัน รายได้แต่ละวันก็ไม่มาก เริ่มจากประมาณวันละ 200 เรื่อยไปจนถึงประมาณ 500 บาทเท่านั้น ทำให้คนรุ่นใหม่ไม่อยากสืบทอดต่อ

“อีกสาเหตุหนึ่งคือกุ้งลดลง กุ้งเหลือน้อยมาก เนื่องจากน้ำเสียจากโรงงานอุตสาหกรรมปล่อยลงมา อย่างเมื่อวันที่ 23 ธันวาคม พ.ศ.2553 น้ำในคลองสุนัขหอนแดงเป็นสีชา น้ำในคลองใช้ประโยชน์อย่างอื่นไม่ได้ นอกจากใช้เป็นเส้นทางคมนาคมอย่างเดียว” นางกานดากล่าว ท่ามกลางเสียงเรือเครื่องคำรามในคุ้งคลอง

มองไปสองฟากฝั่ง มีอาคารบ้านเรือน รีสอร์ตซ่อนตัวอยู่ในเรือกสวน บรรยากาศน่ารื่นรมย์ แต่ละบ้านต่างทำกำแพงกั้นดินถล่ม ทั้งชนิดเรียงหินเป็นแนว สร้างเป็นคอนกรีตเสริมเหล็ก และปักเสาปูนมั่นคงแข็งแรง รูปแบบบ้านมีทั้งทรงไทย และทรงสมัยใหม่

อาชีพที่ยังไหวเต้นอยู่ริมคลองคือตกกุ้ง ชาวบ้านเล่าว่า วันๆ ไม่ได้มากมายอะไร แค่พอนำมาประกอบอาหาร โอกาสที่จะได้ขายนั้นยาก เพราะกุ้งไม่ชุกชุมเหมือนเก่าก่อน ขณะมองคนตกกุ้งเพลินๆ คณะก็ต้องตะลึงกับประตูน้ำขนาดใหญ่ บริเวณใกล้กับวัดปากลัด หนึ่งในชาวบ้านเล่าว่า ประตูน้ำนี้แรกชาวบ้านเรียกร้องให้ทำเพื่อกั้นน้ำเค็มแต่เวลาผ่านไปเกือบ 20 ปี ถึงจะมาสร้าง

“ปัญหาน้ำเค็มหมดไปแล้วถึงสร้าง ใช้งบประมาณไป 196 ล้านบาท ไม่ได้ช่วยอะไรเลย นอกจากมาขวางทางน้ำ และทำลายวงจรสัตว์น้ำ”

เมื่อถามถึง 2 ประเด็นที่กรมประมงนำมา “เชือด” ชาวโพงพางคือ 1.ทำลายพันธุ์ปลาวัยอ่อน และ 2.กีดขวางทางสัญจรไปมา ในมุมของคนทำโพงพางมีคำอธิบายเรื่องเหล่านี้อย่างไร นายวิชัย สังข์ทอง อายุ 29 ปี บ้านเลขที่ 96/2 หมู่ที่ 5 บ้านนางตะเคียน ต.นางตะเคียน อ.เมือง บอกว่า สัตว์น้ำวัยอ่อนไม่ได้เดินกลางคลอง กุ้งวัยโตแล้วถึงจะเดินทาง

“ส่วนข้ออ้างเรื่องปลาเดินทางไปวางไข่ ปลาวางไข่ชายตลิ่งและปลาไม่เข้าโพงพางง่ายๆ แต่มันจะมาตอมปลายโพงพาง มันมาตอดกินกุ้ง โอกาสที่จะเข้าไปข้างในน้อยมาก ถ้าปลาจะเข้าโพงพางมากก็ต่อเมื่อมีคนเบื่อ อย่างนี้ละเข้าเยอะแน่” นายวิชัยยืนยัน

ประเด็นทำลายสัตว์น้ำ นอกจากโดนเบื่อในบางครั้งแล้ว ยังมีเรื่องน้ำเสียจากโรงงานอุตสาหกรรม นายนฤทธิ์ ประกอบทรัพย์ เจ้าของเรือรับจ้างทั่วไปในคลองสุนัขหอนบอกว่า พ้นเขตแม่กลองเข้าไปในเขตสมุทรสาครเพียง 2 กม.เท่านั้น น้ำจะเน่าเสีย ยิ่งเข้าใกล้กลุ่มโรงงานจะได้กลิ่นเหม็น

ส่วนประเด็นกล่าวหากีดขวางทางสัญจรไปมา นายวิชัยบอกว่า “เดี๋ยวนี้เขาใช้รถกันหมดแล้ว จะมีก็แต่เรือชาวบ้านลำเล็กๆ ไม่มีผลต่อการวางโพงพาง เรือวิ่งสบาย”

เข้าสู่เวทีสาธารณะที่วัดเขายี่สาร ต.ยี่สาร อ.อัมพวา มีชาวโพงพางจากเพชรบุรี ฉะเชิงเทรา และในพื้นที่เมืองแม่กลองเข้ามาฟังกว่า 200 คน อาจารย์แมน ตัวแทนคณะกรรมาธิการฯถาม นายอุทัย สิงห์โตทอง ประมงจังหวัด เรื่อง ขั้นตอนการรื้อถอน หนังสือขอให้สิทธิของประมงแม่กลอง และเรื่องการขอทำวิจัยที่นางกานดายืนยันว่าถ้าทำการวิจัยออกมาแล้วพบว่าโพงพางแม่กลองทำลายพันธุ์สัตว์วัยอ่อนมากมายจริงอย่างกรมประมงกล่าว ก็จะขอเลิกทำโพงพางอย่างไม่มีเงื่อนไข

ประมงจังหวัดบอกว่า เรื่องทำวิจัยนั้นยังไม่มีโครงการ การขอผ่อนผันที่ชาวบ้านร้องขอไปนั้น มีหนังสือออกมาแล้วว่า ไม่ให้ผ่อนผัน และบอกว่า “ผมต้องปฏิบัติตามมติ ครม.”

เมื่อประมงจังหวัดยืนยันดังนั้น นายสุรจิต ชิรเวทย์ ส.ว.สมุทรสงครามแสดงทรรศนะว่า เรื่องโพงพางคณะกรรมาธิการสิ่งแวดล้อมฯเคยทำมาตั้งแต่ชาวเพชรบุรีร้องเรียนแล้ว แม้มีมติออกมาก็ไม่ได้รับการปฏิบัติตาม หรือมีความคืบหน้าแต่อย่างใด พลางย้ำว่า เมื่อกรมประมงยืนยันใน พ.ร.บ.ปี 2490 แต่ชาวบ้านก็มีสิทธิตามรัฐธรรมนูญในปัจจุบัน ซึ่งถือเป็นกฎหมายแม่ และเป็นกฎหมายสูงสุด

นพ.นิรันดร์เห็นคล้อยตามกันว่า เมื่อ พ.ร.บ.ประมงปี พ.ศ.2490 กรมประมงนำมาใช้ แต่ชาวบ้านก็สามารถอ้างสิทธิตามรัฐธรรมนูญได้ การใช้กฎหมายต้องดูด้วยว่า คนเดือดร้อนหรือไม่ และการใช้กฎหมายต้องมองเรื่องสิทธิชุมชนด้วย ไม่อย่างนั้นอาจถูกฟ้องร้องได้

“เราต้องยึดกฎหมายแม่บท ไม่อย่างนั้นบ้านเมืองจะลุกเป็นไฟ เพราะฉะนั้นรัฐบาลเองก็ต้องทบทวนนโยบายเหมือนกัน”

พลางตั้งคำถามว่า “อวนลากอวนรุนการทำลายล้างเหมือนเอ็ม 79 แต่โพงพางเหมือนปืนแก๊ป ทำไมต้องให้เลิก ถ้าเอากฎหมายของท่านมาใช้แล้วไม่เอารัฐธรรมนูญไปประกอบ อย่างนั้นฉีกทิ้งเลยเอาไหม”

คำถามของ นพ.นิรันดร์ แม้จะแทนและแทงใจชาวบ้าน แต่เหนือกว่านั้นคือ หลังวันที่ 16 ตุลาคม ชะตากรรมของชาวโพงพางจะเป็นอย่างไร

ขอขอบพระคุณที่มาของข่าว :  http://www.thairath.co.th/column/pol/page1scoop/295588

Google+

วันนี้ Blog AmphawaGuide.com มีข่าวคราวอัมพวา และความคืบหน้าของโครงการชูชัยบุรีมานำเสนอครับ เป็นข่าวที่น่ายินดีครับ ที่โครงการนี้มีทางออกที่มีความสุขกันทั้งสองฝ่าย ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายของชาวบ้าน และทางฝ่ายของคุณชูชัย เจ้าของโครงการ โดยมีเนื้อหาของรายละเอียดดังนี้ครับ

จากที่ก่อนหน้านี้มีข่าวการรื้อถอนเรือนแถวไม้จำนวน 12 ห้อง เพื่อก่อสร้างโรงแรมหรูระดับห้าดาว “ชูชัยบุรี ศรีอัมพวา” ของนักธุรกิจค้าเพชรระดับพันล้าน ชูชัย ชัยฤทธิเลิศ จนเกิดเสียงคันค้านจากชาวบ้านเพราะกรงจะกระทบวิถีชีวิตและวัฒนธรรมของชาวอัมพวาที่เคยมีมา

วันนี้ (2 ต.ค.) ที่ห้องประชุมสาธารณสุขเทศบาล ต.อัมพวา อ.อัมพวา จ.สมุทรสงครามได้จัดประชุมรับฟังความคิดเห็นของประชาชน โดยมีนายชูชัย ชัยฤทธิเลิศ ประชาชนใน ต.อัมพวา และใกล้เคียงมาร่วมแสดงความเห็นประมาณ 300 คน รวมทั้งผู้ทรงคุณวุฒิต่างๆ

ทั้งนี้นายชูชัย เจ้าของโครงการชูชัยบุรีศรีอัมพวา ได้ชี้แจงแนวทางการปรับปรุงโครงการ โดยห้องแถวเรือนไม้ชายคลองอัมพวาทั้ง 12 ห้อง ที่เป็นปัญหาจะไม่รื้อ แต่จะปรับปรุงให้เหมือนเดิม ส่วนรูปแบบของอาคาร ได้นำเสนอ 6 รูปแบบให้คนในท้องถิ่นเลือก โดยผู้เข้าร่วมกิจกรรม แสดงความคิดเห็นซึ่งส่วนใหญ่เห็นด้วยกับการก่อสร้างโรงแรมแบบที่ 5 คือปรับแบบตัวอาคาร , ทรงหลังคาและปรับสีให้สอดคล้องกับวัฒนธรรมในชุมชน และลดรายละเอียดความเป็นยุโรปให้น้อยลง

ภายหลังการประชุมประชาชนได้นำดอกกุหลาบมามอบให้นายชูชัย และมอบเสื้อเขียนคำว่า “อัมพวา” ให้นายชูชัย โดยนายชูชัยกล่าวว่าพร้อมทำทุกอย่างที่คนในท้องถิ่นต้องการ ตนรู้สึกดีใจที่ชาวบ้านอ้าแขนรับ และมั่นใจว่าโครงการนี้จะนำรายได้กลับมาสู่ชาวอัมพวา โดยจะมีเงินส่วนหนึ่งในการอนุรักษ์สังคมอย่างถาวร

หลังจากได้เห็นข่าวนี้แล้ว ทาง Blog AmphawaGuide.com ก็มองว่าเป็นสิ่งที่น่ายินดีที่ทั้งสองฝ่ายที่หาทางออกได้ และเป็นทางออกที่มีความสุขกันทั้งสองฝ่าย รวมทั้งเป็นการสร้างสิ่งที่ดีให้กับอัมพวา พื้นที่ที่ทุกๆคนรัก และอยากให้อัมพวาของเราเป็นพื้นที่ที่ยังคงไว้ซึ่งวัฒนธรรม และแบบแผนของวิถีชีวิตที่เรียบง่ายสืบไป
ขอขอบคุณที่มาของข่าวโดย : http://news.mthai.com/general-news/194519.html 

Google+

“แม่กลอง”รณรงค์ใช้กระดาษมันในการห่อปลาทูนึ่ง

ปลาทูแม่กลอง รสชาดอร่อยหวานมัน

ปลาทูแม่กลอง โดยส่วนมากพ่อค้า และแม่ค้า จะห่อหุ้มด้วยกระดาษหลายประเภท แต่ที่เป็นอันตรายจะเป็นการที่ห่อด้วยกระดาษหนังสือพิมพ์

ปลาทูแม่กลอง ใครได้ยินชื่อนี้ คงเป็นการการันตีความอร่อยของปลาทูจากแม่กลองถิ่นนี้แน่นอนครับ ผู้อ่านเคยสังเกตหรือไม่ครับเวลาเราซื้อปลาทูแม่กลองกลับไปทานที่บ้านเราได้สังเกตบ้างหรือไม่ครับ ว่าทางพ่อค้าแม่ค้า เค้าได้ห่อปลาทูที่เราซื้อกลับบ้านด้วยอะไร ด้วยกระดาษหนังสือพิมพ์ หรือใบตอง หรือกล่องโฟม

ล่าสุด ผมได้อ่านหนังสือพิมพ์ที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับการรณรงค์การใช้กระดาษมันใช้สำหรับการห่อปลาทู โดยทางนายสุวัฒน์ กิตติดิลกกุล นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดสมุทรสงคราม เปิดเผยว่า ได้นำเจ้าหน้าที่สาธารณสุขออกเก็บตัวอย่างปลาทูนึ่งตามร้านค้าริมถนนบายพาสเลี่ยงเมืองและในตลาดแม่กลอง จำนวน 20 ร้านค้า ที่ห่ออาหารด้วยกระดาษหนังสือพิมพ์และใบตอง ส่งให้ศูนย์วิทยาศาสตร์การแพทย์ที่ 4 สมุทรสงคราม ตรวจวัดปริมาณสารตะกั่ว ทั้งนี้ จากผลศึกษาเมื่อปี 2545 พบว่า อาหารบรรจุในถุงกระดาษหนังสือพิมพ์นาน 1 ชั่วโมง จะมีสารตะกั่วเฉลี่ย 0.52 มิลลิกรัมต่อขนมหนัก 1 กิโลกรัม เนื่องจากขนมประเภททอดจะมีน้ำมันมาก จึงเป็นสารละลายตะกั่วจากหมึกพิมพ์ได้ดีเช่นเดียวกับปลาทูนึ่งที่มีน้ำเปียกชุ่มอยู่ตลอดเวลา สสจ.สมุทรสงครามจะสนับสนุนและมอบป้าย “ปลาทูนึ่งแม่กลองปลอดภัยใส่ใจผู้บริโภค” ให้ร้านค้าที่ใช้กระดาษมันเพื่อสร้างมาตรฐานด้านความปลอดภัยให้ผู้บริโภคมั่นใจ

ดังนั้นเราจึงมั่นใจแล้วว่า ปลาทูที่เราซื้อมาจากตลาดแม่กลองนั้นไม่มีสารตะกั่วมาเจือปนกับปลาทูแม่กลองที่เราซื้อกัน หรือว่าหากใครเจอร้านค้าร้านไหนเอากระดาษหนังสือพิมพ์มาห่อปลาทูแม่กลองขาย ก็ช่วยๆกันเตือนนะครับ ว่าการใช้กระดาษหนังสือพิมพ์มาห่อมันมีอันตรายอย่างไร และเราควรหาอะไรมาห่อทดแทน เพื่อเราจะได้ทานปลาทูแม่กลองกันอย่างปลอดภัย และรสชาดอร่อยกันอย่างนี้เรื่อยไป

ขอขอบคุณที่มาของข่าวโดย http://www.khaosod.co.th/view_news.php?newsid=TUROaVoyc3dNekkwTURrMU5RPT0=&sectionid=TURNek1nPT0=&day=TWpBeE1pMHdPUzB5TkE9PQ==

 

 

Google+

วันนี้ Blog Amphawaguide.com ขอนำเสนอข่าวจากไทยรัฐ เมื่อวันที่ 28 กันยายน 2555 ที่ผ่านมา ได้นำเสนอเกี่ยวกับหัวข้อข่าว”โพงพางแม่กลองดิ้น ได้แค่ชะลอลมหายใจ” ซึ่งเป็นเรื่องราวของข่าวที่เป็นการหาทางออกของอาชีพโพงพางกัน โพงพาง เป็นเครื่องมือประมงที่ใช้อวนรูปถุง ปากอวนติดตั้งให้การรับสัตว์น้ำที่พัดตามกระแสน้ำเข้าถุงอวน  โดยเนื้อหาของข่าวมีดังนี้

ประมาณ 14.00 น. ณ อาคารรัฐสภา ห้อง 311 บรรยากาศเต็มไปด้วยความตึงเครียดตัวแทนประมงพื้นบ้านจังหวัดสมุทรสงครามกว่า 30 คน เดินทางมาฟังคำชี้แจงกรมเจ้าท่าและกรมประมง  กรณีนางทัดทรวง พิกุลทอง ผู้แทนเครือข่ายประมงพื้นบ้านลุ่มน้ำแม่กลองส่งหนังสือถึงคณะกรรมาธิการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม วุฒิสภา เรื่องขอให้ตรวจสอบการดำเนินการยกเลิกการทำโพงพางในลำน้ำ จังหวัดสมุทรสงคราม
ดังนั้น คณะกรรมาธิการได้เชิญกรมประมงและกรมเจ้าท่าเข้ามาชี้แจงการกระทำดังกล่าว  เมื่อเวลา 14.00 น. วันที่ 25 กันยายน พ.ศ.2555

นางทัดทรวง พิกุลทอง อายุ 38 ปี อยู่บ้านเลขที่ 75 หมู่ 1 ต.ยี่สาร อ.อัมพวา จ.สมุทรสงคราม ให้ภาพชีวิตชาวโพงพางว่า คนทำโพงพางส่วนใหญ่เป็นคนอายุมาก เด็กๆรุ่นใหม่ไม่มาทำกันแล้ว ถ้าเลิกอาชีพโพงพางจะให้คนอายุมากเข้าไปทำงานในโรงงานก็คงเป็นไปไม่ได้

ส่วนหนึ่งเป็นผู้สูงอายุที่ต้องดูแลลูกหลาน และที่สำคัญถ้าจะเปลี่ยนอาชีพใหม่ ไหนจะต้องมีทุนและความชำนาญในการประกอบอาชีพใหม่ ดังนั้น การรื้อถอนเครื่องประกอบอาชีพอย่างไม่ทันได้ตั้งตัว ทำให้ชาวบ้านเดือดร้อน ขอให้เข้าใจชาวบ้านบ้าง

นายสุรจิต ชิรเวทย์ สมาชิกวุฒิสภาจังหวัดสมุทรสงคราม ทำหน้าที่เป็นประธานในการซักถาม เกริ่นว่า กรมประมงอาศัย พ.ร.บ.ประมง พ.ศ.2490 และประกาศกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พ.ศ. 2521 ให้รื้อถอนเครื่องมือประมงประเภทโพงพางในเขตจังหวัดสมุทรสงคราม โดยลงกำหนดรื้อถอนเช้าวันที่ 26 กันยายนนี้ ด้วยเหตุผลหลัก 2 ประการ คือ 1.ทำลายพันธุ์สัตว์น้ำวัยอ่อน และ 2.กีดขวางเส้นทางน้ำ

“แต่ชาวบ้านเขามีสิทธิ์ได้รับคำชี้แจงแสดงเหตุผลจากทางการ และมีสิทธิชุมชนตามรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน ที่ควรได้รับรู้และได้รับการคุ้มครอง”

รองอธิบดีกรมประมงชี้แจงว่า  สาเหตุที่ต้องรื้อ เนื่องจากการกางโพงพางนั้นอยู่บริเวณปากแม่น้ำ สัตว์ที่จะลงไปผสมพันธุ์ถ้าไปดักเส้นทางไว้ก็จะเป็นการทำลายธรรมชาติ  และเครื่องมือโพงพางเป็นการทำลายพันธุ์สัตว์เป็นอันดับต้นๆมากกว่าอวนรุน อวนลาก เพราะว่าปลาไปวางไข่ไม่ได้ ปริมาณปลาก็จะค่อยๆลดลงไป

“บริเวณที่โพงพางตั้งอยู่เหมือนป่าต้นน้ำ” เจ้าหน้าที่จากกรมประมงเสริม

นางกานดา พาเจริญ ตัวแทนประมงขอความคิดเห็นว่า  เรื่องการรื้อถอนที่จะเกิดขึ้นขอความเห็นใจและพอจะช่วยประชาชนที่ประกอบอาชีพมาตั้งแต่บรรพบุรุษได้อย่างไรบ้าง

กรรมาธิการแสดงความเห็นว่า น่าจะมีวิธีการ เป็นต้นว่า การทำประมงอย่างยั่งยืน ดังนั้น น่าจะมีการศึกษาแบบมีส่วนร่วมระหว่างนักวิชาการ ชาวบ้าน เพื่อหาทางออกและการลดทำลายได้หรือไม่ แค่ไหน และอย่างไร

สุรจิตตั้งคำถามว่า ทำไมจังหวัดระยองจึงกำหนดให้รื้อโพงพางถึง 90 วันได้  แต่จังหวัดสมุทรสงครามมีเพียง 30 วันเท่านั้น  เจ้าหน้าที่กรมประมงชี้แจงว่า เป็นเรื่องของจังหวัดระยองเป็นผู้กำหนดเอง ทางกรมประมงไม่ทราบ และแจ้งด้วยว่าในเดือนกันยายนจะต้องรื้อโพงพางในจังหวัดต่างๆ เช่น ตรัง สตูล นครศรีธรรมราช และสมุทรสงคราม

กรรมาธิการจึงเสนอแนวคิดว่า เนื่องจากสาเหตุรื้อถอนทางประมงอ้างมา 2 สาเหตุ คือ 1.กีดขวางเส้นทางสัญจรทางน้ำ และ 2.ทำลายพันธุ์ปลา ประเด็นที่ต้องพิจารณาตรวจสอบคือ ที่ว่ากีดขวางการสัญจรทางน้ำนั้น ไม่ใช่โพงพางทุกปากจะกีดขวางทางน้ำเสมอไป เพราะลำน้ำบางสายไม่มีเรือสัญจรไปมาและการกั้นโพงพางก็ไม่ได้กั้นทั้งคลองจนเรือไม่สามารถเดินได้

ประเด็นที่ 2 เรื่องทำลายพันธุ์ปลานั้น น่าจะพิจารณากันที่ตาของอวนว่าถี่ห่างอย่างไร ถ้าถี่เกินไปก็กำหนดให้เป็นตาห่างกว่าเดิมได้ เพื่อชาวบ้านจะได้ประกอบอาชีพต่อไปได้

 ทั้ง 2 ประการ แม้จะดูขัดกับกฎหมายที่ออกเมื่อ พ.ศ.2521 แต่ต้องไม่ลืมว่าเป็นกฎหมายที่ออกมานานแล้ว ยุคสมัยเปลี่ยนไป และที่สำคัญกฎหมายฉบับเดียวกันแต่ลักษณะพื้นที่ที่แตกต่างกันก็ไม่น่าจะใช้ครอบคลุมได้ทั้งหมด

กรณีการรื้อถอนโพงพาง “ผมไม่เห็นด้วยที่จะใช้กฎหมายฉบับเดียวใช้ไปทั่วประเทศ และจริงๆแล้วในเชิงวิชาการอวนลากน่าจะเป็นปัญหามากกว่าโพงพางด้วยซ้ำ ดังนั้น การออกกฎหมายและการใช้กฎหมายต้องประกอบด้วยข้อเท็จจริงด้วย” กรรมาธิการบอก

หลังการรับฟังเสียงชาวบ้านและข้อเสนอแนะจากคณะกรรมาธิการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม รองอธิบดีกรมประมง นายเชิดศักดิ์ วงษ์กมลชุณห์ ขอรับข้อเรียกร้องไปเสนอยังอธิบดีกรมประมงและรัฐมนตรีกระทรวงเกษตรฯ เพื่อพิจารณาต่อไป

แต่นายมานพ แจ้งกิจ ผู้อำนวยการสำนักบริหารจัดการด้าน การประมง  หนึ่งในคณะผู้เข้ามาชี้แจงบอกว่า  ตนไม่อาจห้ามหน่วยรื้อถอนได้ ตามกำหนดการรื้อถอนประมงในพื้นที่แม่กลองนั้น คือ 05.00 น. ของวันที่ 26 และถ้าไม่ทำก็ไม่ทราบจะตอบคำถามกับชาวเพชรบุรีอย่างไร  เพราะได้รื้อในเขตพื้นที่จังหวัดเพชรบุรีไปแล้ว

กรรมาธิการแจกแจงว่า  เมื่อตัวแทนของอธิบดีกรมประมงรับข้อร้องเรียนไปแล้ว ก็ควรเป็นไปตามนั้น เพราะอำนาจการตัดสินใจเต็มอยู่ที่ท่านรองอธิบดี แม้จะเกิดปฏิกิริยาระหว่างชาวบ้านผู้ร้อง เรียน และผู้ถือกฎหมายคือเจ้าหน้าที่ของกรมประมงเล็กน้อย  แต่สถานการณ์ก็จบลงด้วยดี

เช้าวันที่ 26 กันยายน เมื่อสอบถามชาวบ้านผู้ประกอบอาชีพโพงพางเรื่องการรื้อถอน นางกานดา พาเจริญ บอกว่าไม่มีการเข้ารื้อถอนจากเจ้าหน้าที่กรมประมงแต่อย่างไร

สำหรับการดิ้นต่อไปของผู้ประกอบอาชีพโพงพางคือ “เรายื่นร้องคุ้มครองสิทธิ์ไว้ก่อน  คำสั่งจะเป็นอย่างไรไม่รู้  แต่ทางประมงยืนยันว่าอย่างไรเขาก็จะถอน ตอนนี้ชาวบ้านคิดกันว่า ถ้าเขามารื้อถอนก็จะเอาไปกองบนถนนพระรามสอง  เพราะไม่มีที่กองและเราก็ขอผ่อนผันไปแล้ว แต่ทำเหมือนเราเป็นโจร” กานดาบอก

พลางกระซิบว่า ไม่รู้ทางจังหวัดจะให้เลิกโพงพางซึ่งเป็นอาชีพที่ดูแลน้ำ  เพื่อไปทำอุตสาหกรรมสะอาดตามนโยบายจังหวัด แต่ทำลายน้ำหรือไม่

ที่มาของข่าว และสามารถชมข่าวพร้อมรูปภาพเพิ่มเติมได้ที่  :  http://www.thairath.co.th/column/pol/page1scoop/294127

 

Google+

ปลาทูต้มกะทิสายบัว

ช่วงวันหยุดยาววันนี้ Blog AmphawaGuide.com ขอแนะนำ เมนูที่ทำมาจากปลาทูสักหนึ่งเมนูที่น่าสนใจครับ เมนูนี้เป็นเมนูที่ทำไม่ยาก ไม่ต้องเตรียมของอะไรมากมายสามารถหาซื้อได้ตามตลาดสดทั่วไป หรืออาจจะเอามาจากผักสวนครัวหลังบ้านก็ได้ครับ เมนูที่กำลังจะทำวันนี้คือเมนูปลาทูต้มกะทิสายบัว

ปลาทูต้มกะทิสายบัว เป็นแกงโบราณที่มีรสชาดอร่อยหอมน้ำกะทิ มีรสชาดเค็มเล็กน้อยจากปลาทู และมีรสชาดหวานมันจากน้ำกะทิ มีส่วนประกอบที่ต้องเตรียมคือ ปลาทูนึ่งสัก 2-3 ตัว (ถ้าจะให้ดีต้องเป็นปลาทูที่มาจากแม่กลองครับ รับรองว่าอร่อยแน่นอน เพราะเนื้อจะหวาน และมันกว่าที่อื่นๆ), สายบัว, เครื่องแกง, กะทิ, มะดัน หรือใช้มะนาวแทน, เกลือป่น และน้ำตาลปี๊บ

วิธีทำก็ไม่ยากครับ นำสายบัวมาปอกเปลือกที่หุ้มและหั่นเป็นท่อนพอดีคำ แกะปลาทูเอาก้างออก และนำกะทิลงไปเคี่ยวกับเครื่องแกงรอให้แตกมัน แล้วใส่น้ำมะดัน หรือน้ำมะนาว ตามด้วยสายบัว และเนื้อปลาทู แล้วปรุงรสด้วยเกลือและน้ำตาลปี๊บตามความต้องการ พร้อมตักใส่ถ้วยรับประทานกับข้าวสวยร้อนๆ เท่านี้ก็ได้อร่อยกับปลาทูต้มกะทิสายบัวแล้ว  และพบกันใหม่ที่ Blog แห่งนี้ หรือจะมาตาม Like กันได้ที่ AmphawaGuide FanPage ครับ

ปลาทูต้มกะทิสายบัว, ปลาทูแม่กลอง

ปลาทูต้มกะทิสายบัว เมนูอร่อยสามารถทำได้เองหาซื้อของทำได้ง่าย

Google+

ลานวัฒนธรรมนาคะวะรังค์

สำหรับหลายๆท่านที่เคยได้ไปเที่ยวอัมพวา และได้มีโอกาสเดินเที่ยวจับจ่ายซื้ออาหารรับประทานกันที่ตลาดน้ำอัมพวา และได้มีโอกาสเดินไปเรื่อยๆจนกระทั่งถึงโครงการอัมพวาชัยพัฒนานุรักษ์แล้วจะได้พบกับอาหารไทย และขนมไทยโบราณให้ได้ซื้อหากันเพื่อกลับไปรับประทานที่บ้าน หรือนั่งรับประทานกัน จะพบกับลานอเนกประสงค์ลานหนึ่ง ที่เป็นลานไว้แสดงกิจกรรมต่างๆของนักเรียนจากโรงเรียนต่างๆที่มาแสดงกิจกรรมที่น่าสนใจต่างๆ ลานแห่งนั้นเรียกว่า”ลานวัฒนธรรมนาคะวะรังค์

 

ลานวัฒนธรรม “นาคะวะรังค์” ตั้งอยู่ที่โครงการอัมพวาชัยพัฒนานุรักษ์ ใช้เป็นลานอเนกประสงค์ใช้สำหรับการแสดงกิจกรรมการละเล่นต่างๆ  เป็นลานที่สำหรับแสดงกิจกรรมที่ใช้ในด้านของการส่งเสริมวัฒนธรรมและประเพณีของท้องถิ่นวิถีชีวิตลุ่มแม่น้ำแม่กลองและชุมชนอัมพวา ไม่ว่าจะเป็นการแสดงการแสดงผลงานการจักสานของชาวบ้าน แสดงการทำขนมไทยโบราณต่างๆ การแสดงการละเล่นของเด็กนักเรียนจากโรงเรียนต่างๆ สำหรับที่มาของชื่อลานเอนกประสงค์แห่งนี้ที่มีชื่อว่า “นาคะวะรังค์” นั้น เพื่อเป็นการแสดงถึงเกียรติคุณแก่คุณประยงค์ นาคะวะรังค์ ผู้น้อมเกล้าฯถวายที่ดินที่ก่อให้เกิดประโยชน์แก่ชาวอัมพวาชุมชนอัมพวาและชาวไทยที่รักวิถีชีวิตแห่งความเป็นไทย

หากใครได้มีโอกาสได้เดินเที่ยวตลาดน้ำอัมพวาในช่วงสุดสัปดาห์วันหยุดที่กำลังจะมาถึงนี้ อย่าลืิมไปแวะเวียนเที่ยวชมลานวัฒนธรรมนาคะวะรังค์ เพื่อชมการละเล่นต่างๆ และอุดหนุนอาหารไทย ขนมไทย และของฝากจากชาวอัมพวาไปฝากคนที่บ้านให้ได้ลิ้มลองรสชาดความอร่อยของอาหารอัมพวากัน

Google+

ข้าวต้มสามกษัตริย์

“ฺข้าวต้มสามกษัตริย์” ผมคิดว่าเมนูนี้หลายๆคนอาจจะยังไม่เคยได้ยิน โดยเฉพาะผม เพิ่งเคยได้ยินเป็นครั้งแรก และเกิดข้อสงสัยตามมาว่า ข้ามต้มสามกษัตริย์มีอะไรบ้าง และด้วยความที่อยากลองลิ้มชิมรสของข้าวต้มชนิดนี้ขึ้นมาจึงได้ลองไปค้นหาใน Google ดู พบรายละเอียด และที่มาของเมนูข้าวต้มนี้ เกี่ยวข้องเล็กน้อยกับแม่กลอง ตำบลใกล้เคียงกับอัมพวาที่ไม่ธรรมดาเลยข้าวต้มสามกษัตริย์นี้ มีรายละเอียดของเมนูได้บันทึกไว้ดังนี้
ข้าวต้มสามกษัตริย์

ข้าวต้มสามกษัตริย์

พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงเป็นพระมหากษัตริย์ที่มีพระปรีชาสามารถในเรื่องโภชนาการ ดังที่ได้ทีบันทึกเกี่ยวกับเรื่องนี้จากผู้ใกล้ชิดเป็นจำนวนมาก ซึ่งหนังสือ เสด็จประภาสต้น นายทรงอานุภาพได้เขียนเกี่ยวกับพระปรีชาสามารถทางโภชนาการไว้ว่า ” วันที่ 24 เวลาเช้า เสด็จทรงเรือแลอมแล่นใบออกประภาสละมุ ที่เขาจับปลาตามปากอ่าวแม่กลอง มีเรือฉลอมแล่นในกระบวนการเสด็จ 3 ลำ ด้วยกัน เที่ยวซื้อกุ้ง ปลาที่เขาจับได้ตามป่าละมุ แล้วต้มข้าวต้มสามกษัตริย์นั้นในเรือฉลอม ที่เรียกว่าข้าวต้มสามกษัตริย์นั้นคือต้มอย่างข้าวต้มหมู แต่ใช้ปลาทู กุ้ง กับ ปลาหมึกสดแซก แทนหมู เป็นของทรงประดิษฐ์ในเช้าวันนั้นเองตั้งแต่ฉันเกิดมายังไม่เคยกินข้าวต้มอร่อยอย่างวันนั้นเลย “

“ข้าวต้มสามกษัตริย์ ตำรับพระยาพิทักษ์ภูบาล พิมพ์เมื่อวันที่ 21 เมษายน 2478″

หากใครอยากลองทำไปทานกันที่บ้านลองเตรียมของ เพื่อลองทำเมนูนี้รับประทานกันที่บ้านโดยมีส่วนประกอบที่สามารถหาได้ง่าย ไม่ว่าจะเป็นหมู ไก่ กุ้ง (ของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงใช้ปลาทู กุ้งทะเล กับ ปลาหมึกสด) ใบพระกาดหอม ใบตั้งโอ๋ ใบขึ้นฉ่าย น้ำปลา น้ำซอสฝรั่ง น้ำซีอิ้วญี่ปุ่น

หลังจากที่เตรียมเครื่องปรุงแล้วจะเป็นวิธีการปรุง นำหมู กุ้ง ไก่ หั่นเป็นชิ้นแล้วนำไปต้มเก็บไว้ จากนั้นเจียวกระเทียมให้หอม แล้วเอาข้าวสารผัดกับน้ำมันกระเทียมเจียว ใส่น้ำปลา กับน้ำต้มเนื้อที่เก็บไว้ ต้มเคี่ยวจนได้ที่ จึงใส่เนื้อหมู ไก่ และกุ้ง ปรุงรสด้วยน้ำปลา น้ำซีอิ้วญี่ปุ่น และน้ำซอสฝรั่ง ใส่ผักสดที่เตรียมไว้ลงไป โรยพริกไทยป่น จะใส่น้ำส้มแบบใส่ก็ได้ตามรสชาดที่ต้องการ

Blog AmphawaGuide.com หวังว่าผู้อ่านจะลองนำไปทำให้กับคนที่บ้านได้ลองรับประทานเป็นอาหารเช้า หรืออาหารเย็นของครอบครัวกันนะครับ แล้วพบกันใน Blog และ Facebook AmphawaGuide Fanpage 

Google+

บทความ “การสูญสิ้นทุนทางวัฒนธรรมที่อัมพวา”

ช่วงนี้ทาง Blog AmphawaGuide.com ขอนำเสนอบทความมาให้อ่านอีกครั้งครับ โดยช่วงนี้ทางผมจะพบบทความที่เกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงของอัมพวา อย่างมากมาย ซึ่งแต่ละบทความก็จะมีทัศนะ และความคิดเห็นแตกต่างกันไปเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญของอัมพวา โดยบทความนี้เป็นบทความที่มาจาก Matichon Online  ในคอลัมน์ของ กระแสทรรศน์ โดย ปรีดี พิศภูมิวิถี ในวันที่ 18 กันยายน 2555 ที่ผ่านมา มีเนื้อหาดังนี้ครับ

ช่วงวันหยุดที่ผ่านมาแวะไปอัมพวาตามคำชักชวนของเพื่อนฝูง ใจหนึ่งอยากดูว่าอัมพวาเปลี่ยนแปลงไปมากน้อยเพียงใด หลังจากที่เคยมาเมื่อหลายปีก่อน และยิ่งได้อ่านหนังสือนำเที่ยวที่มักจะ (หลอก) ให้ภาพว่า เมืองนี้ยังคงมีกลิ่นอายของวัฒนธรรมเต็มทั่วคุ้งน้ำ มีการจัดการทางวัฒนธรรมที่ดีเยี่ยม พร้อมภาพประกอบในหนังสือหลายต่อหลายเล่มก็ยิ่งยืนยันว่าอัมพวางดงามตลอดทั้งกลางวันและกลางคืน เพียงเท่านี้ก็ยิ่งเร่งให้อยากไปดูอัมพวามากขึ้นกว่าเดิม

แต่เมื่อได้ไปสัมผัสจริงๆ แล้วกลับมีแต่ความผิดหวังทั้งสิ้น อัมพวายามเสาร์-อาทิตย์เต็มไปด้วยแสงสีและมลพิษทางเสียงที่ไม่น่าไปเที่ยวแม้แต่น้อย จึงน่าใคร่ครวญว่าเกิดอะไรขึ้นกับการจัดการภูมิสังคมวัฒนธรรมที่อัมพวา และคนที่อัมพวาควรมีวิธีการอย่างไรในการดำรงตนอยู่ให้ได้ในช่วงที่กระแสความบ้าตลาดย้อนยุคกำลังเข้าเส้นผู้ที่กระหายเงิน

ปัญหาที่เกิดขึ้นกับเมืองอัมพวา หรือเฉพาะเจาะจงลงไปที่ตลาดน้ำและบริเวณใกล้เคียงมีอยู่มากมาย อย่างที่เห็นเด่นชัดคือระบบการขนส่งและความไร้ระเบียบของการจัดการการค้าขาย ประเภทพ่อค้าแม่ค้าที่ใคร่ขายก็ตั้งวางของมีให้เห็นทุกที่

ผู้เขียนลงเรือข้ามฟากจากวัดบางลี่ใหญ่ ครั้นขึ้นเรือมาก็พบกับพ่อค้าแม่ค้ามากมายทั้งสองฝั่งถนน มีทั้งของกินแบบทั่วๆ ไป และของที่ดูว่าน่าจะเป็นเอกลักษณ์ของอัมพวา แต่สินค้าที่วางขายก็มิได้แปลกตากว่าที่พบเห็นทั่วไปในกรุงเทพฯและตลาดอื่นๆ มีเพียงป้ายโฆษณาว่าเป็นสินค้าจากอัมพวาเท่านั้นที่ทำให้ดูเด่นขึ้นมา คนที่เดินซื้อของสามารถเลือกซื้อได้ทุกอย่าง ทั้งของกิน (ซึ่งก็ไม่ได้มีอะไรแปลก) ข้าวของเครื่องประดับที่มาจากทุกเมืองในประเทศไทย

แม้กระทั่งแป้งทาหน้าจากพม่าก็ยังมี

เดินเบียดเสียดกันข้ามสะพานมาก็เกือบจะแย่ ทำให้คิดได้ว่าสองฝั่งคลองอัมพวาดูน่าจะเป็นที่มีปัญหาในการจัดการมากที่สุด เพราะเมื่อรู้ดีว่าตลาดนี้จะเปิดเฉพาะวันเสาร์-อาทิตย์และวันหยุดนักขัตฤกษ์แล้ว ก็ยังไม่สามารถจัดการเส้นทางเดินภายในได้ง่าย อาจต้องใช้ระบบเดินทางวนทางเดียวเข้ามาช่วยจัดการ

ปัญหาต่อมาคือ พ่อค้าแม่ค้าริมคลองและที่รุกล้ำลงไปในคลอง ซึ่งกลายเป็นว่าจะต้องนั่งรับประทานอาหารที่พื้น โดยมีเรือมากมายลอยลำประกอบอาหารอยู่แล้วลำเลียงส่งให้ลูกค้าทางกระชอนขนาดใหญ่ บรรยากาศเช่นนี้ดูไม่น่าอภิรมย์นัก เพราะไม่ต่างอะไรกับการกินข้างถนนที่มีฝุ่นละออง

อีกประการหนึ่งคือ เรื่องเรือนำชมหิ่งห้อยที่อาจเป็นปัญหาเกี่ยวเนื่องกับบทบาทหน้าที่ของเทศบาลที่ต้องจัดระเบียบให้เรียบร้อยกว่านี้มาก กลับกลายเป็นว่าทุกเย็นเสาร์-อาทิตย์ มีเรือนับร้อยลำจอดรอลูกค้า (นัยว่ามีเรือกว่า 100 ลำ ที่จะใช้เวลาเดินทางท่องเที่ยวรอบละ 1 ชั่วโมง 20 นาที) ท่ามกลางเสียงตะโกนโหวกเหวกริมคลองสลับกับเสียงเร่งเครื่องยนต์ หากเป็นเช่นนี้แล้วจะให้อัมพวาสงบลงได้อย่างไร

ที่จริงผู้เขียนก็เชื่ออยู่ว่าผู้มีอำนาจทั้งหลายที่จัดการเรื่องนี้ต่างเห็นพ้องกันหมดว่า หากความเป็นอัมพวาเช่นนี้หายไป ก็คงทำให้เศรษฐกิจของอัมพวาหมดสิ้นลงแน่

ปัญหาคือทุนทางวัฒนธรรมของอัมพวาอยู่ที่ใด และจะจัดการต่อยอดทุนนั้นได้อย่างไร

ทุนอย่างแรกที่น่าจะมองข้ามกันไปหรือเอาเข้าจริงก็คือไม่จำเป็นต้องใส่ใจ คือ ระบบคลองและแหล่งน้ำ

เพราะทุกครั้งที่มีการประกาศโฆษณาท่องเที่ยวตลาดอัมพวา ไม่เคยมีใครยกเรื่องคลองเข้ามาเป็นจุดขายลำดับแรก อย่างดีก็บอกเพียงว่าอัมพวามีคลองไว้ดูหิ่งห้อย

หิ่งห้อยและเรือจึงกลายเป็นจุดขายมากกว่าคลองทั้งหมด

แต่ควรหวนระลึกด้วยว่าที่ราบลุ่มแถบ “สวนนอก” ที่เคยอุดมสมบูรณ์มาแต่ครั้งต้นกรุงรัตนโกสินทร์เป็นอย่างไร ลำคลองจึงมิใช่เพียงเพื่อลอยลำเร่ขายสินค้า การที่ล่องเรือเพื่อเข้าไปดูหิ่งห้อยในลำคลองจึงมิเพียงพอที่จะรู้จักว่าระบบการจัดการน้ำของชุมชนทำอย่างไร สวนผลไม้ต่างๆ ที่มีชื่อเสียงของอัมพวาดำรงอยู่ได้ด้วยเหตุผลเดียว คือ การจัดระบบน้ำให้ทั่วถึงและระบายออกอย่างรวดเร็ว ซ้ำการที่มีเรือวิ่งเข้า-ออกกว่า 100 ลำ ก็ยังไม่มีใครสนใจศึกษาว่าระบบนิเวศที่มีอยู่เป็นอย่างไร ตลิ่งถูกกัดเซาะหรือไม่

ต้นทุนอย่างที่สองคงเป็นทุนทางวัฒนธรรมของอัมพวา ที่ริมคลองอัมพวามีห้องพิพิธภัณฑ์วิถีชีวิตคนอัมพวาจัดแสดงในห้องเล็กๆ มีเรือโบราณจัดแขวนแสดงที่ผนังด้านนอก ส่วนข้างในมีข้าวของเครื่องใช้ของคนรุ่นเก่าจัดแสดงอยู่มากมาย แต่น้อยคนนักที่จะเดินเข้าไปชม เพราะทั้งหมดต่างมุ่งหน้าไปหาของรับประทานริมตลิ่ง หรือยืนฟังเสียงเพลงคาราโอเกะที่มีบริการแทน

คนที่มาเที่ยวไม่รู้เลยว่าบ้านเรือนของคนอัมพวาแบบเดิมเป็นอย่างไร มีอาชีพอะไรบ้างที่คนรุ่นเก่าดำเนินกิจการกันสืบต่อมาจนปัจจุบัน ซ้ำไม่รู้ด้วยว่าคนอัมพวาที่มีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักในท้องถิ่นหรือระดับประเทศมีใครบ้าง ข้อมูลเหล่านี้ควรที่เทศบาลเองน่าจะเป็นผู้ที่รับผิดชอบจัดหาให้เป็นความรู้บริการแก่สาธารณะ จะได้บอกได้อย่างเต็มปากเต็มคำว่า คนอัมพวามีเชื้อสายเหล่าก่อสืบขึ้นไปได้ย้อนหลังหลายชั่วคน

ต้นทุนที่สามคงเป็นต้นทุนทางความคิดและความพยายามในการอนุรักษ์ มากกว่าที่จะเห็นแก่การขายของได้ เพราะสินค้าบรรดาที่รับซื้อมาจากกรุงเทพฯหรือเมืองต่างๆ แล้วมาขายที่อัมพวา ก็ไม่ควรจะมีอยู่อีกต่อไป อันแสดงว่าความคิดในเรื่องต้นทุนทางวัฒนธรรมกำลังตีบตัน กลุ่มชาวบ้านที่อัมพวาหรือนักวิชาการท้องถิ่นควรให้ความร่วมมือในการจัดสรรพื้นที่เรียนรู้ชุมชนขึ้น

มีใครลองถามชาวบ้านหรือไม่ว่าของกินแบบเดิมๆ ขนมแบบเดิมที่ใช้มะพร้าวในสวน รวมทั้งอาหารต่างๆ หายไปไหนหมด

หากจะว่ากันตามจริงแล้ว หลายคนเห็นด้วยว่าวัฒนธรรมเช่นที่อัมพวานี้เอง เป็นแหล่งรวมวัฒนธรรมที่หลากหลายและก็น่าจะนับว่าเป็นเสน่ห์ของอัมพวาได้อย่างหนึ่ง แต่วัฒนธรรมหรือประเพณีเช่นนี้มีข้อดีข้อด้อยอย่างไร

ผู้เขียนไม่เชื่อว่าลักษณะวัฒนธรรมที่อัมพวานี้จะสะท้อนให้เห็นภาพความต่อเนื่องของคนอัมพวาที่จริงได้ เพราะไม่มีคนอัมพวาที่พอจะมีสิทธิมีเสียงที่จะปลุกเร้าขึ้นได้ว่าควรมีการเผยแพร่ความรู้ที่ดีสักครั้ง เพราะต่างก็ตกอยู่ภายใต้แนวคิดการค้าขายโดยใช้ทุนที่บรรพบุรุษให้มาแต่ถ่ายเดียว

หนทางแก้ไขมิใช่ว่าจะสิ้นไร้ไปหมด เพียงว่าคนอัมพวาเองจะต้องรู้จักตัวตนของตนมากกว่านี้ และต้องให้หน่วยงานอื่นเข้ามาศึกษาอย่างเป็นระบบ เช่น ระบบการจัดการขนส่ง การสร้างพิพิธภัณฑ์ที่ดูดีกว่านี้ และให้คนเข้าไปรู้จักตัวตนของอัมพวามากกว่านี้

ครั้งหน้าจะไปเยือนอัมพวาอีกครั้ง และจะมาเล่าให้ฟัง

ที่มา : http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1347945107&grpid=03&catid=03

พบกับบทความ ข่าวคราวของอัมพวา และนานาบทความที่น่าสนใจเกี่ยวกับอัมพวา และตลาดอัมพวาได้ทุกวันที่ Blog AmphawaGuide.com

Google+