อัมพวา ตลาดน้ำอัมพวา และที่พักอัมพวา พร้อมด้วยนานาสาระมากมายกับ AmphawaGuide.com™
  • facebook

12 สิงหาคม ได้เวียนมาบรรจบอีกครั้ง ทุกๆคนคงรู้และเข้าใจเกี่ยวกับวันนี้ว่าเป็น”วันแม่แห่งชาติ” ทุกๆคนคงมีกิจกรรมสำคัญของวันนี้คือ ไปเยี่ยมคุณแม่ ไปกราบหรือนำพวงมาลัยไปถวายคุณแม่กัน

เนื่องด้วยวันแม่แห่งชาติปี 2556 ทางทีมงาน AmphawaGuide.com ขอระลึกถึงพระคุณของคุณแม่ ขอนำบทกลอนมาฝากกันครับ

ยามลูกสุข แม่สุข ไม่ทุกข์ท้อ
พร้อมสู้ต่อ โอบอุ้มเจ้า เฝ้าส่งเสีย
ยามแม่เหนื่อย มีลูกน้อย เคล้าคลอเคลีย
หายเหนื่อยเพลีย ด้วยรักลูก โดยผูกพัน

ยามเจ็บไข้ เจ้างอแง แม่เจ็บกว่า
แทบใบ้บ้า ทุกข์ร้อน สุดผ่อนผัน
สองมืออุ้ม ทะนุถนอม ดั่งชีวัน
หาหยูกยา มาแบ่งปัน ช่วยบรรเทา

ลูกรู้ไหม ดวงใจแม่ มีแต่ให้
คล้องสายใย เฝ้าดูแล แม้เหน็บหนาว
สองมือกอด ตระกอง อย่างแผ่วเบา
เพื่อให้เจ้า อบอุ่น อย่างคุ้นเคย

สองมือป้อน ความห่วงใย ไม่มีเปลี่ยน
สอนลูกเขียน ท่องจำ ใช่เมินเฉย
ครูคนแรก ในดวงใจ ใช่ใครเลย
รู้ไหมเอ่ย แน่แท้ แม่นั่นเอง

 

เรือตลาดน้ำอัมพวา คอยรับส่งผู้โดยสารสำหรับท่องเที่ยว

 

Google+

ตามคำขวัญของเมืองจังหวัดสมุทรสงครามที่มีเกี่ยวกับลิ้นจี่อยู่นั้น หลายๆคนนึกถึงลิ้นจี่ ก็จะนึกถึงลิ้นจี่อัมพวาของสมุทรสงครามกัน เพราะลิ้นจี่ที่จังหวัดสมุทรสงครามจะมีรสชาดที่แตกต่างจากลิ้นจี่ทางภาคเหนือตรงที่มีเนื้อที่แห้งกว่า มีรสหวาน กลมกล่อมมากกว่า

สำหรับคนที่เคยได้ลิ้มชิมรสชาดกันไปบ้างแล้ว ลิ้นจี่ที่จังหวัดสมุทรสงครามโดยทั่วไปจะเริ่มออกผลให้ได้ลิ้มชิมรสชาดกันในช่วงเดือนเมษายนของทุกปี โดยทางจังหวัดสมุทรสงครามได้จัดเป็นงานประจำปีที่หน้าที่ว่าการศาลากลางจังหวัดสมุทรสงครามเป็นประจำของทุกๆปี แต่เนืื่องขจากในปีนี้ ลิ้นจี่ของจังหวัดสมุทรสงครามไม่ออก ทำให้ไม่มีผลผลิตออกจำหน่าย และสามารถจัดงานได้ ด้วยสาเหตุจากสภาพอากาศที่แปรปรวนทำให้ลิ้นจี่ไม่ออกผลตามปกติ โดยทางจังหวัดจึงได้ออกวิธีป้องกันสำหรับพ่อค้าแม่ค้าที่หัวใส ไม่หวังดี นำลิ้นจี่จากทางภาคอื่นๆมาจำหน่ายกันในงาน ซุ่งมีความแตกต่างกับลิ้นจี่ของจังหวัดสมุทรสงครามอาจทำให้ผู้ซื้อเกิดความเข้าใจผิดได้ ทางจังหวัดจึงของดจัดงานเทศกาลกินลิ้นจี่จังหวัดสมุทรสงคราม ซึ่งทำให้ทางจังหวัดสูญเสียรายได้จากการจำหน่ายเป็นลิ้นจี่เป็นจำนวนมาก

สำหรับผู้ที่ชื่นชอบลิ้นจี่สมุทรสงคราม สามารถสังเกตลิ้นจี่ของจังหวัดสมุทรสงครามได้โดย สามารถสังเกตได้ที่หนามของลูกลิ้นจี่จะตั้งและแหลมกว่าลิ้นจี่ของทางภาคเหนือ มีลักษณะโย้เล็กน้อย เนื้อหนา และกรอบ มีสีชมพูอมขาว มีกลิ่นหอม รสหวานติดฝาดเล็กน้อย

หากเพื่อนๆคนไหน ชื่นชอบลิ้นจี่เป็นพิเศษในปีนี้อาจจะต้องอดทนรอไปสักหนึ่งปีก่อน อดใจรอกันไว้ปีหน้าฟ้าใหม่ หวังว่าคงจะได้ลิ้มรสลิ้นจี่จังหวัดสมุทรสงครามกันอีกครั้งในปีหน้า

ลิ้นจี่อัมพวา 2556

 

Google+

หลังจากที่ห่างหายไปจากการเขียน Blog อัมพวาไกด์ไปนานมาก ด้วยสาเหตุนานาประการที่ไม่สามารถแก้ตัวได้ วันนี้ผมได้อ่านข่าวที่ผมเห็นเป็นเีรื่องที่สะดุดตามาอยู่นานแล้วที่อัมพวา ในบริเวณของที่ขายของในตลาดน้ำอัมพวา คือ บรรดาร้านขายไวน์ และเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ต่างๆที่กำลังขยายจำนวนขึ้นเรื่อยๆ จนสามารถพบเห็นได้ทั้ง 2 ฝั่งนี้ โดยผมได้อ่านข่าวหนึ่งที่เป็นการรับเรื่องร้องเรียนจากทางนักท่องเที่ยวที่ต้องการให้มีเจ้าหน้าที่มาตรวจสอบกับร้านค้าที่วางขายเครื่องดื่มเหล่านี้ ได้มีใบอนุญาตหรือไม่ หรือมีการขายตามกฏระเบียบหรือไม่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการขายเครื่องดื่มเหล่านี้ให้กับเยาวชนที่มีอายุต่ำกว่า 20 ปี ซึ่งขัดต่อกฏหมายของบ้านเรา โดยล่าสุดทางหน่วยงานราชการก็ไม่ได้นิ่งนอนใจในประเด็นดังกล่าวก็ได้ส่งเจ้าหน้าที่มาตรวจสอบ และช่วยกันรณรงค์กับร้านค้าผู้ขายของเหล่านี้ช่วยกันดูแลการวางขายเครื่องดื่มเหล่านี้ในตลาดน้ำอัมพวากัน

หวังว่าผู้อ่าน และผู้ที่เดินทางท่องเที่ยวอัมพวา ตลาดน้ำอัมพวา โดยเฉพาะชาวอัมพวา คงอยากเห็นตลาดน้ำอัมพวา เป็นสถานที่เป็นแหล่งขายเครื่องดื่มแอลกฮอล์กันครับ ช่วยกันนะครับ

 

เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ที่วางขายกันเกลื่อนตลาดอัมพวา

เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ที่วางขายกันเกลื่อนตลาดอัมพวา

 

 

Google+

ข้าวผัดน้ำพริกกะปิปลาทูทอด

 

ช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์นี้ หลายๆคนได้มีโอกาสอยู่กับครอบครัวที่บ้าน พร้อมหน้าพร้อมตากันตามบรรยากาศของครอบครัวแบบไทยๆของเรา วันนี้ Blog อัมพวาไกด์ขอแนะนำเมนูอาหารแบบไทยๆน่าทานทำมาจากปลาทูแม่กลองกันดีกว่าครับ รับรองว่าไม่น่าจะยาก แต่อร่อย ถูกปากคนไทยแบบเราๆแน่นอนครับ

เมนูที่ทางเราจะนำเสนอกันให้ได้กินเป็นเมนูข้าวผัดน้ำพริกกะปิปลาทูทอดครับ ทำกันไม่ยากครับ หากบ้านไหนมีน้ำพริกกะปิที่ตำไว้แช่ตู้เย็นก็นำมาผัดกับข้าวสวยปรุงรสเล็กน้อยตามความชอบครับ พร้อมทั้งนำปลาทูนึ่งแม่กลอง (ขอเน้นนิดนึงว่าต้องปลาทูแม่กลอง) มาทอด และนำมากินแกล้มกับไข่ต้มสักฟอง และผักลวกหลากหลายชนิดตามความชอบครับ รับรองว่าน่ากินมากๆครับ เห็นมั้ยครับไม่ยากเลยกับเมนูไทยๆ ราคาประหยัดแบบเราเรา

อย่าลืมนะครับ ใกล้เข้ามาขึ้นทุกทีแล้วกับงานเทศกาลงานปลาทูสมุทรสงครามที่จะจัดขึ้นในวันที่ 14-23 ธันวาคมนี้นะครับ

พบกับอีกหลากหลายสาระกับ Blog แห่งนี้นะครับ ฝาก AmphawaGuide Fanpage ของเราด้วยครับ หากใครชอบหรือต้องการนำไปแชร์ให้กับเพื่อนๆยินดีเป็นอย่างยิ่งครับ

http://www.facebook.com/pages/AmphawaGuide/114948615241860

Google+

ผมเชื่อว่า หลายๆคนก็ต้องรักบ้านเกิดของตน ช่วงเมื่อวานผมได้อ่านบทความหนึ่งแล้วค่อนข้างประทับใจ ซึ่งเป็นบทความที่มีชื่อว่า”ผืนดินแห่งรักคนแม่กลอง” โดยเนื้อหาเกี่ยวกับเรื่องนี้ก็คงหนีไม่พ้นเรื่องของการเปลี่ยนแปลงและการพัฒนาของแม่กลอง และอัมพวา โดยมีเนื้อหาที่น่าสนใจ ดังนี้ครับ

“แม่กลอง” วันนี้กับความเปลี่ยนแปลงในนามของ “การพัฒนา” เรียกร้องความร่วมมือจากคนแม่กลอง เพื่อรับมือความท้าทายใหม่ที่ก้าวเข้ามา

แม่กลอง” เป็นย่านทำประมงสำคัญมาตั้งแต่อดีต มีคนเชื้อสายจีนเข้ามาตั้งถิ่นฐานจนกลายเป็นชุมชนใหญ่เรียกว่า “เมืองแม่กลอง” มาตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยาตอนต้น จนกลายเป็นย่านการค้าขายของทะเลแห้ง มีเส้นทางติดต่อผ่านคลองสุนัขหอนตัดเข้าคลองมหาชัยทางธนบุรี รวมทั้งตัดเข้าแม่น้ำเจ้าพระยาได้

แม่กลองเป็นพื้นที่อุดมสมบูรณ์ เนื่องจากมีตะกอนดินจากลุ่มน้ำตอนบนมาสะสม จนทำให้พื้นที่มีธาตุอาหารสูง ทั้งในบริเวณที่เป็นน้ำกร่อยและน้ำจืด ขณะที่พื้นที่ย่านสวนมีการไหลเวียนของน้ำที่ขึ้นลง เหมาะแก่การทำสวนยกร่อง ทำให้ถูกบุกเบิกกลายเป็นหนึ่งในย่านเรือกสวนสำคัญบนพื้นที่สามเหลี่ยมปากแม่น้ำเจ้าพระยา ตั้งแต่สวนแถบอัมพวาที่ต่อเนื่องไปถึงย่านบางคนที ในเอกสารและชื่อเรียกเดิมแต่โบราณเรียกย่านนี้ว่า “บางช้าง” และ “บางช้างสวนนอก” เข้าคู่กับ “บางกอกสวนใน”

กระทั่งเปลี่ยนสู่ “จังหวัดสมุทรสงคราม” ยังคงมีประชากรไม่มากนัก และคงความเป็นเรือกสวนตามธรรมชาติได้มากกว่าพื้นที่อื่น ก่อนจะถูกแปลงสภาพแวดล้อมกลายเป็นบ้านเรือนและเมืองในเวลาต่อมา จนกระทั่งในระยะเวลาราวสิบปีที่ผ่านมา พื้นที่จังหวัดสมุทรสงครามเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ผลกระทบจากพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ ทำให้เกิดผลกระทบต่อพื้นที่เรือกสวนและระบบนิเวศแบบผสมผสานที่เปลี่ยนไป

ขณะที่ความนิยมทางการท่องเที่ยวในพื้นที่แม่กลอง ก็เปลี่ยนไปจากการท่องเที่ยวทางนิเวศวัฒนธรรมไปสู่การท่องเที่ยวเชิงปริมาณมากขึ้น ทุนต่างถิ่นที่เข้ามาพร้อมกระแสการท่องเที่ยว ทำให้เกิดการเปลี่ยนมือถือครองที่ดินไปสู่คนนอก “ตลาดอัมพวา” ตลาดน้ำยามเช้าตรู่ตามวิถีเดิมของชาวบ้านตั้งแต่เมื่อ 50-60 ปีก่อน กลายเป็นตลาดน้ำยามเย็นจนถึงค่ำ เพื่อตอบสนองนักท่องเที่ยวที่เข้ามาในวันหยุดราชการ โดยเฉพาะกระแสการนั่งเรือชมหิ่งห้อยกลายเป็นสิ่งดึงดูดนักท่องเที่ยวต่างถิ่นที่ประมาณกันว่า มีจำนวนราว 5 แสนคนต่อปี*

วิถีชีวิตที่มั่งคั่งในความเรียบง่ายของแม่กลองกำลังเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว…รวดเร็วเกินไป

อดีตอันมั่งคั่งแของ”แม่กลอง

แม้จะถือกำเนิดเกิดกายที่เมืองสุพรรณ แต่ย้ายมาปักหลักอยู่ที่แม่กลองตั้งแต่ 9 ขวบจนถึงวัย 62 ปีในวันนี้ สุรจิต ชิรเวทย์ สมาชิกวุฒิสภาจังหวัดสมุทรสงคราม นับตัวเองเป็น “คนแม่กลอง” เต็มขั้น เช่นเดียวกับที่รับบทบาทแกนนำจัดตั้ง “ประชาคมคนรักแม่กลอง”

สว.แม่กลองอธิบายว่า แม่กลองเป็นเมือง 3 น้ำ คือน้ำจืด น้ำกร่อย และน้ำเค็ม ถ้าไล่เรียงการใช้พื้นที่ตั้งแต่ชายทะเลเข้ามาหาฝั่งจะเป็นพื้นที่ปลูกป่าโกงกาง เพื่อเผาถ่าน หากินทางทะเล ทำประมงพื้นบ้านชายฝั่ง ถัดจากแนวนั้นไปก็จะนาเกลือ ซึ่งเป็นส่วนประกอบสำคัญของภูมิปัญญาในวัฒนธรรมอาหาร เพราะไม่ว่าจะเป็นการดองผักดองปลา ทำปลาเค็มน้ำปลากะปิต้องใช้เกลือสมุทรเท่านั้น

ถัดจากแนวน้ำเค็มมาก็เป็นแนวน้ำกร่อย คือ พื้นที่ทำสวนมะพร้าว ถัดจากแนวสวนมะพร้าวไป ก็จะเป็นผลไม้ที่อยู่น้ำกร่อยได้คือ ส้มโอ ถัดจากแนวนี้ไปอีกก็จะเป็นบ่อปลา นาข้าว สวนผัก และ “สวนเตียน” ปลูกพริก หอม กระเทียม ใบยาจืด สวนผลไม้ไม่ว่าจะเป็นมังคุด มะไฟ ลำไย ลิ้นจี่ ทุเรียน ชมพู่มะเหมี่ยม ชมพู่สาแหรก ฯลฯ สวนผสมและวิถีการยังชีพที่พึ่งพิงธรรมชาติคือส่วนผสมของความยั่งยืนและมั่นคง

” สมัยผมเด็กๆ ประมาณ 11 โมงเช้า เรานั่งเรือไปนี่จะหอมทั้งเมือง เพราะทำน้ำตาลมะพร้าวทุกบ้าน เป็นอาชีพที่สุดแสนจะมั่นคงเลย เพราะผลผลิตมันแน่นอนและได้ทุกวัน ปีนึงทำได้ 8-9 เดือน แต่ก่อนเราจะเรียนแค่จบการศึกษาภาคบังคับคือป.6-ป.7 แล้วก็จะออกมาทำสวนกัน ทำสวนคุณมีที่ประมาณ 3 ไร่หรือ 3 ไร่ครึ่ง ปลูกมะพร้าวได้ 70-80 ต้นต่อสวน ซึ่งจะพอดีกับแรงงานในครอบครัว แต่ละวันจะได้น้ำตาลใส 8 ปี๊บ เคี่ยวเป็นน้ำตาลแห้งได้ 1 ปี๊บ…”

…ราวๆ ปีพ.ศ.2517 – 2521 สมัยนั้นผมจบปริญญาตรีได้เงินเดือน 1,340 บาท มาทำงานธนาคารได้ 1,745 บาทบวกเงินช่วยครองชีพ 300 ก็คือสองพันกว่าบาท แต่ชาวสวนจบป.7 ขายน้ำตาลได้ปี๊บละ 150 บาท ทุกวันได้เงินวันละ 150 บาทก็คือเดือนละ 4,500 บาท คิดดูสิมันแสนจะมั่นคง ผมทำแบงค์กรุงไทยที่แม่กลองเป็นสาขาที่เล็กที่สุดในประเทศไทย แต่เป็นสาขาที่มีเงินฝากครบพันล้านบาทเป็นสาขาที่สองในย่านนี้ นี่คือความมั่งคั่งที่แท้จริงของสมุทรสงคราม ข้างบนเป็นสวน ข้างล่างเป็นนาเกลือ นากุ้ง ประมงพื้นบ้าน ประมงพาณิชย์ เป็นเมืองที่มั่งคั่งจนเป็นเมืองที่เสียภาษีต่อหัวเป็นอันดับสองของประเทศรองจากกทม. ณ ตอนนั้น” สว.สมุทรปราการ ย้อนอดีตอันมั่งคั่งของแม่กลอง

ในนามของ “การพัฒนา”

ปัญหาที่เกิดขึ้นกับแม่กลองเริ่มจาก “การพัฒนา” ที่หนีห่างจากวิถีชีวิตที่มั่งคั่งในความพอเพียง สุรจิต มองว่า การสร้างเขื่อนศรีนครินทร์คือจุดเปลี่ยนแรก

“ตอนสร้างเขื่อนศรีนครินทร์ ซึ่งมีอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ที่สุดในประเทศไทยนะ ต้องเก็บน้ำเข้าอ่างอยู่ 3 ปี สวนมะพร้าวแช่น้ำเค็ม 3 ปียืนก็ยืนต้นตาย ตรงนี้เป็นจุดเปลี่ยนวิธีคิดทางวัฒนธรรมของคนแม่กลองเลย เพราะการเป็นชาวสวนกลายเป็นอาชีพที่ไม่มั่นคง พอไม่มั่นคงก็เลยต้องส่งลูกเรียนสูงๆ วิถีการทำมาหากินเปลี่ยนไป แถมพอเรียนสูงความสมถะ ความอดทนก็น้อยลง”

จุดเปลี่ยนครั้งที่สอง คือเมื่อเกิด “ตลาดน้ำยามเย็น” เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยว มีการใช้พื้นที่ถนนมาจัดสรรเป็นร้านค้า เอาทางเดินเท้ามาวางของขาย แบบไร้ระบบโดยไม่มีกติกาสังคมรองรับ กระแสเงินไหลแรงปั่นราคาค่าเช่าที่ดินและร้านรวงสูงขึ้นจากเดือนละ 8,000 บาท กลายเป็น 10,000 – 20,000 บาทต่อเดือนแลกกับการค้าขายช่วงสุดสัปดาห์ 3 วัน สุดท้ายคนในถิ่นก็ถูกเบียดออก หลีกทางให้กับ “คนนอก” ที่ทุนหนากว่ามาใช้พื้นที่

 หมายเหตุ : ข้อมูลบางส่วนจากการเสวนา “คนค่อนศตวรรษ : แม่กลองวิวัฒน์หรือท้องถิ่นวิบัติ” ที่วัดเกตการาม จังหวัดสมุทรสงคราม จัดโดยมูลนิธิเล็ก-ประไพ วิริยะพันธุ์
* ข้อมูลจากมูลนิธิเล็ก-ประไพ วิริยะพันธุ์

 ขอขอบพระคุณที่มาของบทความ : http://www.bangkokbiznews.com/home/detail/life-style/lifestyle/20121010/473557/ผืนดินแห่งรักคนแม่กลอง.html

 

Google+

หลังจากที่คราวก่อนทาง Blog อัมพวาไกด์ได้นำข่าวเกี่ยวกับ โพงพางแม่กลองดิ้น ได้แค่ชะลอลมหายใจ ซึ่งเป็นหัวข้อข่าวที่น่าสนใจและน่าติดตาม วันนี้ ทาง Blog อัมพวาไกด์ก็ได้เห็นข่าวคราวความคืบหน้าของข้าวนี้จึงขอนำมาเสนอต่อครับ ซึ่งมีความคืบหน้าดังต่อไปนี้ครับ

โพงพางเมืองแม่กลองยังมีลุ้น จะอยู่หรือไปต้องรอ

หลังจากการชี้แจงของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับคณะอนุกรรมการด้านสิทธิชุมชนและฐานทรัพยากร ในวันที่ 16 ตุลาคม พ.ศ.2555

ผู้ประกอบอาชีพโพงพางจังหวัดสมุทรสงคราม หลังได้ชะลอการรื้อถอนจากเจ้าหน้าที่กรมประมงเมื่อวันที่ 26 กันยายนเป็นต้นมานั้น สืบมาเมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2555 ตัวแทนคณะอนุกรรมการด้านสิทธิชุมชนและฐานทรัพยากร และตัวแทนคณะกรรมาธิการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมวุฒิสภา ได้ลงสำรวจข้อเท็จจริงในพื้นที่ พร้อมทั้งได้เปิดเวทีสาธารณะ

ก่อนสิ้นสุดการแสดงความเห็น นพ.นิรันดร์ พิทักษ์วัชระ ประธานคณะอนุกรรมการด้านสิทธิชุมชนและฐานทรัพยากร ขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับโพงพาง พร้อมผู้ประกอบอาชีพเข้าชี้แจงต่อคณะอนุกรรมการด้านสิทธิฯ ในวันที่ 16 ตุลาคม เพื่อหาทางออกต่อไป

การลงพื้นที่สำรวจข้อเท็จจริงเริ่มต้นเมื่อเช้าวันที่ 1 ตุลาคม ขณะที่ชาวบ้านส่วนหนึ่งกำลังรอลุ้นตัวเลขจากกองสลากกินแบ่งรัฐบาล แต่ชาวโพงพางเมืองแม่กลองพากันมาลุ้นการมาเยือนของคณะกรรมาธิการและกรรมการสิทธิฯ บริเวณศาลาท่าน้ำวัดลาดเป้ง ต.นางตะเคียน อ.เมือง จ.สมุทรสงคราม

เมื่อ นพ.นิรันดร์ พิทักษ์วัชระ ประธานคณะอนุกรรมการด้านสิทธิชุมชนและฐานทรัพยากร เดินมาสมทบกับอาจารย์แมน ปุโรทกานนท์ ตัวแทนคณะกรรมาธิการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมวุฒิสภาที่เดินทางมารอก่อนแล้ว สีหน้าท่าทางของชาวโพงพางเปี่ยมไปด้วยความยินดี

คณะร่วมสำรวจมิเพียงชาวแม่กลองเท่านั้น หากยังเดินทางมาจาก จ.ฉะเชิงเทรา และ จ.เพชรบุรี และถิ่นใกล้เคียง เพราะต่างได้รับชะตากรรมรื้อถอนอันปวดร้าวไปตามๆกันมาแล้ว
คณะสำรวจลงเรือเวลาประมาณ 11.30 น. เริ่มจากคลองสุนัขหอน ท่าเรือหน้าวัดลาดเป้ง เรื่อยไปจนถึงปากคลองแม่กลองสุนัขหอน และจบลงที่วัดช่องลม อำเภอเมือง จังหวัดสมุทรสงคราม ระหว่างเส้นทางประมาณ 13 กม. พบเสาโพงพางในคลองสุนัขหอนประปราย

นางกานดา พาเจริญ หนึ่งในผู้ประกอบอาชีพโพงพาง บอกว่า ในคลองสุนัขหอนมีโพงพางไม่เกิน 20 ปาก เพราะคนรุ่นใหม่ไม่ค่อยทำกัน เหลือเพียงคนสูงวัยทำกัน รายได้แต่ละวันก็ไม่มาก เริ่มจากประมาณวันละ 200 เรื่อยไปจนถึงประมาณ 500 บาทเท่านั้น ทำให้คนรุ่นใหม่ไม่อยากสืบทอดต่อ

“อีกสาเหตุหนึ่งคือกุ้งลดลง กุ้งเหลือน้อยมาก เนื่องจากน้ำเสียจากโรงงานอุตสาหกรรมปล่อยลงมา อย่างเมื่อวันที่ 23 ธันวาคม พ.ศ.2553 น้ำในคลองสุนัขหอนแดงเป็นสีชา น้ำในคลองใช้ประโยชน์อย่างอื่นไม่ได้ นอกจากใช้เป็นเส้นทางคมนาคมอย่างเดียว” นางกานดากล่าว ท่ามกลางเสียงเรือเครื่องคำรามในคุ้งคลอง

มองไปสองฟากฝั่ง มีอาคารบ้านเรือน รีสอร์ตซ่อนตัวอยู่ในเรือกสวน บรรยากาศน่ารื่นรมย์ แต่ละบ้านต่างทำกำแพงกั้นดินถล่ม ทั้งชนิดเรียงหินเป็นแนว สร้างเป็นคอนกรีตเสริมเหล็ก และปักเสาปูนมั่นคงแข็งแรง รูปแบบบ้านมีทั้งทรงไทย และทรงสมัยใหม่

อาชีพที่ยังไหวเต้นอยู่ริมคลองคือตกกุ้ง ชาวบ้านเล่าว่า วันๆ ไม่ได้มากมายอะไร แค่พอนำมาประกอบอาหาร โอกาสที่จะได้ขายนั้นยาก เพราะกุ้งไม่ชุกชุมเหมือนเก่าก่อน ขณะมองคนตกกุ้งเพลินๆ คณะก็ต้องตะลึงกับประตูน้ำขนาดใหญ่ บริเวณใกล้กับวัดปากลัด หนึ่งในชาวบ้านเล่าว่า ประตูน้ำนี้แรกชาวบ้านเรียกร้องให้ทำเพื่อกั้นน้ำเค็มแต่เวลาผ่านไปเกือบ 20 ปี ถึงจะมาสร้าง

“ปัญหาน้ำเค็มหมดไปแล้วถึงสร้าง ใช้งบประมาณไป 196 ล้านบาท ไม่ได้ช่วยอะไรเลย นอกจากมาขวางทางน้ำ และทำลายวงจรสัตว์น้ำ”

เมื่อถามถึง 2 ประเด็นที่กรมประมงนำมา “เชือด” ชาวโพงพางคือ 1.ทำลายพันธุ์ปลาวัยอ่อน และ 2.กีดขวางทางสัญจรไปมา ในมุมของคนทำโพงพางมีคำอธิบายเรื่องเหล่านี้อย่างไร นายวิชัย สังข์ทอง อายุ 29 ปี บ้านเลขที่ 96/2 หมู่ที่ 5 บ้านนางตะเคียน ต.นางตะเคียน อ.เมือง บอกว่า สัตว์น้ำวัยอ่อนไม่ได้เดินกลางคลอง กุ้งวัยโตแล้วถึงจะเดินทาง

“ส่วนข้ออ้างเรื่องปลาเดินทางไปวางไข่ ปลาวางไข่ชายตลิ่งและปลาไม่เข้าโพงพางง่ายๆ แต่มันจะมาตอมปลายโพงพาง มันมาตอดกินกุ้ง โอกาสที่จะเข้าไปข้างในน้อยมาก ถ้าปลาจะเข้าโพงพางมากก็ต่อเมื่อมีคนเบื่อ อย่างนี้ละเข้าเยอะแน่” นายวิชัยยืนยัน

ประเด็นทำลายสัตว์น้ำ นอกจากโดนเบื่อในบางครั้งแล้ว ยังมีเรื่องน้ำเสียจากโรงงานอุตสาหกรรม นายนฤทธิ์ ประกอบทรัพย์ เจ้าของเรือรับจ้างทั่วไปในคลองสุนัขหอนบอกว่า พ้นเขตแม่กลองเข้าไปในเขตสมุทรสาครเพียง 2 กม.เท่านั้น น้ำจะเน่าเสีย ยิ่งเข้าใกล้กลุ่มโรงงานจะได้กลิ่นเหม็น

ส่วนประเด็นกล่าวหากีดขวางทางสัญจรไปมา นายวิชัยบอกว่า “เดี๋ยวนี้เขาใช้รถกันหมดแล้ว จะมีก็แต่เรือชาวบ้านลำเล็กๆ ไม่มีผลต่อการวางโพงพาง เรือวิ่งสบาย”

เข้าสู่เวทีสาธารณะที่วัดเขายี่สาร ต.ยี่สาร อ.อัมพวา มีชาวโพงพางจากเพชรบุรี ฉะเชิงเทรา และในพื้นที่เมืองแม่กลองเข้ามาฟังกว่า 200 คน อาจารย์แมน ตัวแทนคณะกรรมาธิการฯถาม นายอุทัย สิงห์โตทอง ประมงจังหวัด เรื่อง ขั้นตอนการรื้อถอน หนังสือขอให้สิทธิของประมงแม่กลอง และเรื่องการขอทำวิจัยที่นางกานดายืนยันว่าถ้าทำการวิจัยออกมาแล้วพบว่าโพงพางแม่กลองทำลายพันธุ์สัตว์วัยอ่อนมากมายจริงอย่างกรมประมงกล่าว ก็จะขอเลิกทำโพงพางอย่างไม่มีเงื่อนไข

ประมงจังหวัดบอกว่า เรื่องทำวิจัยนั้นยังไม่มีโครงการ การขอผ่อนผันที่ชาวบ้านร้องขอไปนั้น มีหนังสือออกมาแล้วว่า ไม่ให้ผ่อนผัน และบอกว่า “ผมต้องปฏิบัติตามมติ ครม.”

เมื่อประมงจังหวัดยืนยันดังนั้น นายสุรจิต ชิรเวทย์ ส.ว.สมุทรสงครามแสดงทรรศนะว่า เรื่องโพงพางคณะกรรมาธิการสิ่งแวดล้อมฯเคยทำมาตั้งแต่ชาวเพชรบุรีร้องเรียนแล้ว แม้มีมติออกมาก็ไม่ได้รับการปฏิบัติตาม หรือมีความคืบหน้าแต่อย่างใด พลางย้ำว่า เมื่อกรมประมงยืนยันใน พ.ร.บ.ปี 2490 แต่ชาวบ้านก็มีสิทธิตามรัฐธรรมนูญในปัจจุบัน ซึ่งถือเป็นกฎหมายแม่ และเป็นกฎหมายสูงสุด

นพ.นิรันดร์เห็นคล้อยตามกันว่า เมื่อ พ.ร.บ.ประมงปี พ.ศ.2490 กรมประมงนำมาใช้ แต่ชาวบ้านก็สามารถอ้างสิทธิตามรัฐธรรมนูญได้ การใช้กฎหมายต้องดูด้วยว่า คนเดือดร้อนหรือไม่ และการใช้กฎหมายต้องมองเรื่องสิทธิชุมชนด้วย ไม่อย่างนั้นอาจถูกฟ้องร้องได้

“เราต้องยึดกฎหมายแม่บท ไม่อย่างนั้นบ้านเมืองจะลุกเป็นไฟ เพราะฉะนั้นรัฐบาลเองก็ต้องทบทวนนโยบายเหมือนกัน”

พลางตั้งคำถามว่า “อวนลากอวนรุนการทำลายล้างเหมือนเอ็ม 79 แต่โพงพางเหมือนปืนแก๊ป ทำไมต้องให้เลิก ถ้าเอากฎหมายของท่านมาใช้แล้วไม่เอารัฐธรรมนูญไปประกอบ อย่างนั้นฉีกทิ้งเลยเอาไหม”

คำถามของ นพ.นิรันดร์ แม้จะแทนและแทงใจชาวบ้าน แต่เหนือกว่านั้นคือ หลังวันที่ 16 ตุลาคม ชะตากรรมของชาวโพงพางจะเป็นอย่างไร

ขอขอบพระคุณที่มาของข่าว :  http://www.thairath.co.th/column/pol/page1scoop/295588

Google+

ปลาทูต้มกะทิสายบัว

ช่วงวันหยุดยาววันนี้ Blog AmphawaGuide.com ขอแนะนำ เมนูที่ทำมาจากปลาทูสักหนึ่งเมนูที่น่าสนใจครับ เมนูนี้เป็นเมนูที่ทำไม่ยาก ไม่ต้องเตรียมของอะไรมากมายสามารถหาซื้อได้ตามตลาดสดทั่วไป หรืออาจจะเอามาจากผักสวนครัวหลังบ้านก็ได้ครับ เมนูที่กำลังจะทำวันนี้คือเมนูปลาทูต้มกะทิสายบัว

ปลาทูต้มกะทิสายบัว เป็นแกงโบราณที่มีรสชาดอร่อยหอมน้ำกะทิ มีรสชาดเค็มเล็กน้อยจากปลาทู และมีรสชาดหวานมันจากน้ำกะทิ มีส่วนประกอบที่ต้องเตรียมคือ ปลาทูนึ่งสัก 2-3 ตัว (ถ้าจะให้ดีต้องเป็นปลาทูที่มาจากแม่กลองครับ รับรองว่าอร่อยแน่นอน เพราะเนื้อจะหวาน และมันกว่าที่อื่นๆ), สายบัว, เครื่องแกง, กะทิ, มะดัน หรือใช้มะนาวแทน, เกลือป่น และน้ำตาลปี๊บ

วิธีทำก็ไม่ยากครับ นำสายบัวมาปอกเปลือกที่หุ้มและหั่นเป็นท่อนพอดีคำ แกะปลาทูเอาก้างออก และนำกะทิลงไปเคี่ยวกับเครื่องแกงรอให้แตกมัน แล้วใส่น้ำมะดัน หรือน้ำมะนาว ตามด้วยสายบัว และเนื้อปลาทู แล้วปรุงรสด้วยเกลือและน้ำตาลปี๊บตามความต้องการ พร้อมตักใส่ถ้วยรับประทานกับข้าวสวยร้อนๆ เท่านี้ก็ได้อร่อยกับปลาทูต้มกะทิสายบัวแล้ว  และพบกันใหม่ที่ Blog แห่งนี้ หรือจะมาตาม Like กันได้ที่ AmphawaGuide FanPage ครับ

ปลาทูต้มกะทิสายบัว, ปลาทูแม่กลอง

ปลาทูต้มกะทิสายบัว เมนูอร่อยสามารถทำได้เองหาซื้อของทำได้ง่าย

Google+

ข้าวต้มสามกษัตริย์

“ฺข้าวต้มสามกษัตริย์” ผมคิดว่าเมนูนี้หลายๆคนอาจจะยังไม่เคยได้ยิน โดยเฉพาะผม เพิ่งเคยได้ยินเป็นครั้งแรก และเกิดข้อสงสัยตามมาว่า ข้ามต้มสามกษัตริย์มีอะไรบ้าง และด้วยความที่อยากลองลิ้มชิมรสของข้าวต้มชนิดนี้ขึ้นมาจึงได้ลองไปค้นหาใน Google ดู พบรายละเอียด และที่มาของเมนูข้าวต้มนี้ เกี่ยวข้องเล็กน้อยกับแม่กลอง ตำบลใกล้เคียงกับอัมพวาที่ไม่ธรรมดาเลยข้าวต้มสามกษัตริย์นี้ มีรายละเอียดของเมนูได้บันทึกไว้ดังนี้
ข้าวต้มสามกษัตริย์

ข้าวต้มสามกษัตริย์

พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงเป็นพระมหากษัตริย์ที่มีพระปรีชาสามารถในเรื่องโภชนาการ ดังที่ได้ทีบันทึกเกี่ยวกับเรื่องนี้จากผู้ใกล้ชิดเป็นจำนวนมาก ซึ่งหนังสือ เสด็จประภาสต้น นายทรงอานุภาพได้เขียนเกี่ยวกับพระปรีชาสามารถทางโภชนาการไว้ว่า ” วันที่ 24 เวลาเช้า เสด็จทรงเรือแลอมแล่นใบออกประภาสละมุ ที่เขาจับปลาตามปากอ่าวแม่กลอง มีเรือฉลอมแล่นในกระบวนการเสด็จ 3 ลำ ด้วยกัน เที่ยวซื้อกุ้ง ปลาที่เขาจับได้ตามป่าละมุ แล้วต้มข้าวต้มสามกษัตริย์นั้นในเรือฉลอม ที่เรียกว่าข้าวต้มสามกษัตริย์นั้นคือต้มอย่างข้าวต้มหมู แต่ใช้ปลาทู กุ้ง กับ ปลาหมึกสดแซก แทนหมู เป็นของทรงประดิษฐ์ในเช้าวันนั้นเองตั้งแต่ฉันเกิดมายังไม่เคยกินข้าวต้มอร่อยอย่างวันนั้นเลย “

“ข้าวต้มสามกษัตริย์ ตำรับพระยาพิทักษ์ภูบาล พิมพ์เมื่อวันที่ 21 เมษายน 2478″

หากใครอยากลองทำไปทานกันที่บ้านลองเตรียมของ เพื่อลองทำเมนูนี้รับประทานกันที่บ้านโดยมีส่วนประกอบที่สามารถหาได้ง่าย ไม่ว่าจะเป็นหมู ไก่ กุ้ง (ของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงใช้ปลาทู กุ้งทะเล กับ ปลาหมึกสด) ใบพระกาดหอม ใบตั้งโอ๋ ใบขึ้นฉ่าย น้ำปลา น้ำซอสฝรั่ง น้ำซีอิ้วญี่ปุ่น

หลังจากที่เตรียมเครื่องปรุงแล้วจะเป็นวิธีการปรุง นำหมู กุ้ง ไก่ หั่นเป็นชิ้นแล้วนำไปต้มเก็บไว้ จากนั้นเจียวกระเทียมให้หอม แล้วเอาข้าวสารผัดกับน้ำมันกระเทียมเจียว ใส่น้ำปลา กับน้ำต้มเนื้อที่เก็บไว้ ต้มเคี่ยวจนได้ที่ จึงใส่เนื้อหมู ไก่ และกุ้ง ปรุงรสด้วยน้ำปลา น้ำซีอิ้วญี่ปุ่น และน้ำซอสฝรั่ง ใส่ผักสดที่เตรียมไว้ลงไป โรยพริกไทยป่น จะใส่น้ำส้มแบบใส่ก็ได้ตามรสชาดที่ต้องการ

Blog AmphawaGuide.com หวังว่าผู้อ่านจะลองนำไปทำให้กับคนที่บ้านได้ลองรับประทานเป็นอาหารเช้า หรืออาหารเย็นของครอบครัวกันนะครับ แล้วพบกันใน Blog และ Facebook AmphawaGuide Fanpage 

Google+

บทความ “การสูญสิ้นทุนทางวัฒนธรรมที่อัมพวา”

ช่วงนี้ทาง Blog AmphawaGuide.com ขอนำเสนอบทความมาให้อ่านอีกครั้งครับ โดยช่วงนี้ทางผมจะพบบทความที่เกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงของอัมพวา อย่างมากมาย ซึ่งแต่ละบทความก็จะมีทัศนะ และความคิดเห็นแตกต่างกันไปเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญของอัมพวา โดยบทความนี้เป็นบทความที่มาจาก Matichon Online  ในคอลัมน์ของ กระแสทรรศน์ โดย ปรีดี พิศภูมิวิถี ในวันที่ 18 กันยายน 2555 ที่ผ่านมา มีเนื้อหาดังนี้ครับ

ช่วงวันหยุดที่ผ่านมาแวะไปอัมพวาตามคำชักชวนของเพื่อนฝูง ใจหนึ่งอยากดูว่าอัมพวาเปลี่ยนแปลงไปมากน้อยเพียงใด หลังจากที่เคยมาเมื่อหลายปีก่อน และยิ่งได้อ่านหนังสือนำเที่ยวที่มักจะ (หลอก) ให้ภาพว่า เมืองนี้ยังคงมีกลิ่นอายของวัฒนธรรมเต็มทั่วคุ้งน้ำ มีการจัดการทางวัฒนธรรมที่ดีเยี่ยม พร้อมภาพประกอบในหนังสือหลายต่อหลายเล่มก็ยิ่งยืนยันว่าอัมพวางดงามตลอดทั้งกลางวันและกลางคืน เพียงเท่านี้ก็ยิ่งเร่งให้อยากไปดูอัมพวามากขึ้นกว่าเดิม

แต่เมื่อได้ไปสัมผัสจริงๆ แล้วกลับมีแต่ความผิดหวังทั้งสิ้น อัมพวายามเสาร์-อาทิตย์เต็มไปด้วยแสงสีและมลพิษทางเสียงที่ไม่น่าไปเที่ยวแม้แต่น้อย จึงน่าใคร่ครวญว่าเกิดอะไรขึ้นกับการจัดการภูมิสังคมวัฒนธรรมที่อัมพวา และคนที่อัมพวาควรมีวิธีการอย่างไรในการดำรงตนอยู่ให้ได้ในช่วงที่กระแสความบ้าตลาดย้อนยุคกำลังเข้าเส้นผู้ที่กระหายเงิน

ปัญหาที่เกิดขึ้นกับเมืองอัมพวา หรือเฉพาะเจาะจงลงไปที่ตลาดน้ำและบริเวณใกล้เคียงมีอยู่มากมาย อย่างที่เห็นเด่นชัดคือระบบการขนส่งและความไร้ระเบียบของการจัดการการค้าขาย ประเภทพ่อค้าแม่ค้าที่ใคร่ขายก็ตั้งวางของมีให้เห็นทุกที่

ผู้เขียนลงเรือข้ามฟากจากวัดบางลี่ใหญ่ ครั้นขึ้นเรือมาก็พบกับพ่อค้าแม่ค้ามากมายทั้งสองฝั่งถนน มีทั้งของกินแบบทั่วๆ ไป และของที่ดูว่าน่าจะเป็นเอกลักษณ์ของอัมพวา แต่สินค้าที่วางขายก็มิได้แปลกตากว่าที่พบเห็นทั่วไปในกรุงเทพฯและตลาดอื่นๆ มีเพียงป้ายโฆษณาว่าเป็นสินค้าจากอัมพวาเท่านั้นที่ทำให้ดูเด่นขึ้นมา คนที่เดินซื้อของสามารถเลือกซื้อได้ทุกอย่าง ทั้งของกิน (ซึ่งก็ไม่ได้มีอะไรแปลก) ข้าวของเครื่องประดับที่มาจากทุกเมืองในประเทศไทย

แม้กระทั่งแป้งทาหน้าจากพม่าก็ยังมี

เดินเบียดเสียดกันข้ามสะพานมาก็เกือบจะแย่ ทำให้คิดได้ว่าสองฝั่งคลองอัมพวาดูน่าจะเป็นที่มีปัญหาในการจัดการมากที่สุด เพราะเมื่อรู้ดีว่าตลาดนี้จะเปิดเฉพาะวันเสาร์-อาทิตย์และวันหยุดนักขัตฤกษ์แล้ว ก็ยังไม่สามารถจัดการเส้นทางเดินภายในได้ง่าย อาจต้องใช้ระบบเดินทางวนทางเดียวเข้ามาช่วยจัดการ

ปัญหาต่อมาคือ พ่อค้าแม่ค้าริมคลองและที่รุกล้ำลงไปในคลอง ซึ่งกลายเป็นว่าจะต้องนั่งรับประทานอาหารที่พื้น โดยมีเรือมากมายลอยลำประกอบอาหารอยู่แล้วลำเลียงส่งให้ลูกค้าทางกระชอนขนาดใหญ่ บรรยากาศเช่นนี้ดูไม่น่าอภิรมย์นัก เพราะไม่ต่างอะไรกับการกินข้างถนนที่มีฝุ่นละออง

อีกประการหนึ่งคือ เรื่องเรือนำชมหิ่งห้อยที่อาจเป็นปัญหาเกี่ยวเนื่องกับบทบาทหน้าที่ของเทศบาลที่ต้องจัดระเบียบให้เรียบร้อยกว่านี้มาก กลับกลายเป็นว่าทุกเย็นเสาร์-อาทิตย์ มีเรือนับร้อยลำจอดรอลูกค้า (นัยว่ามีเรือกว่า 100 ลำ ที่จะใช้เวลาเดินทางท่องเที่ยวรอบละ 1 ชั่วโมง 20 นาที) ท่ามกลางเสียงตะโกนโหวกเหวกริมคลองสลับกับเสียงเร่งเครื่องยนต์ หากเป็นเช่นนี้แล้วจะให้อัมพวาสงบลงได้อย่างไร

ที่จริงผู้เขียนก็เชื่ออยู่ว่าผู้มีอำนาจทั้งหลายที่จัดการเรื่องนี้ต่างเห็นพ้องกันหมดว่า หากความเป็นอัมพวาเช่นนี้หายไป ก็คงทำให้เศรษฐกิจของอัมพวาหมดสิ้นลงแน่

ปัญหาคือทุนทางวัฒนธรรมของอัมพวาอยู่ที่ใด และจะจัดการต่อยอดทุนนั้นได้อย่างไร

ทุนอย่างแรกที่น่าจะมองข้ามกันไปหรือเอาเข้าจริงก็คือไม่จำเป็นต้องใส่ใจ คือ ระบบคลองและแหล่งน้ำ

เพราะทุกครั้งที่มีการประกาศโฆษณาท่องเที่ยวตลาดอัมพวา ไม่เคยมีใครยกเรื่องคลองเข้ามาเป็นจุดขายลำดับแรก อย่างดีก็บอกเพียงว่าอัมพวามีคลองไว้ดูหิ่งห้อย

หิ่งห้อยและเรือจึงกลายเป็นจุดขายมากกว่าคลองทั้งหมด

แต่ควรหวนระลึกด้วยว่าที่ราบลุ่มแถบ “สวนนอก” ที่เคยอุดมสมบูรณ์มาแต่ครั้งต้นกรุงรัตนโกสินทร์เป็นอย่างไร ลำคลองจึงมิใช่เพียงเพื่อลอยลำเร่ขายสินค้า การที่ล่องเรือเพื่อเข้าไปดูหิ่งห้อยในลำคลองจึงมิเพียงพอที่จะรู้จักว่าระบบการจัดการน้ำของชุมชนทำอย่างไร สวนผลไม้ต่างๆ ที่มีชื่อเสียงของอัมพวาดำรงอยู่ได้ด้วยเหตุผลเดียว คือ การจัดระบบน้ำให้ทั่วถึงและระบายออกอย่างรวดเร็ว ซ้ำการที่มีเรือวิ่งเข้า-ออกกว่า 100 ลำ ก็ยังไม่มีใครสนใจศึกษาว่าระบบนิเวศที่มีอยู่เป็นอย่างไร ตลิ่งถูกกัดเซาะหรือไม่

ต้นทุนอย่างที่สองคงเป็นทุนทางวัฒนธรรมของอัมพวา ที่ริมคลองอัมพวามีห้องพิพิธภัณฑ์วิถีชีวิตคนอัมพวาจัดแสดงในห้องเล็กๆ มีเรือโบราณจัดแขวนแสดงที่ผนังด้านนอก ส่วนข้างในมีข้าวของเครื่องใช้ของคนรุ่นเก่าจัดแสดงอยู่มากมาย แต่น้อยคนนักที่จะเดินเข้าไปชม เพราะทั้งหมดต่างมุ่งหน้าไปหาของรับประทานริมตลิ่ง หรือยืนฟังเสียงเพลงคาราโอเกะที่มีบริการแทน

คนที่มาเที่ยวไม่รู้เลยว่าบ้านเรือนของคนอัมพวาแบบเดิมเป็นอย่างไร มีอาชีพอะไรบ้างที่คนรุ่นเก่าดำเนินกิจการกันสืบต่อมาจนปัจจุบัน ซ้ำไม่รู้ด้วยว่าคนอัมพวาที่มีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักในท้องถิ่นหรือระดับประเทศมีใครบ้าง ข้อมูลเหล่านี้ควรที่เทศบาลเองน่าจะเป็นผู้ที่รับผิดชอบจัดหาให้เป็นความรู้บริการแก่สาธารณะ จะได้บอกได้อย่างเต็มปากเต็มคำว่า คนอัมพวามีเชื้อสายเหล่าก่อสืบขึ้นไปได้ย้อนหลังหลายชั่วคน

ต้นทุนที่สามคงเป็นต้นทุนทางความคิดและความพยายามในการอนุรักษ์ มากกว่าที่จะเห็นแก่การขายของได้ เพราะสินค้าบรรดาที่รับซื้อมาจากกรุงเทพฯหรือเมืองต่างๆ แล้วมาขายที่อัมพวา ก็ไม่ควรจะมีอยู่อีกต่อไป อันแสดงว่าความคิดในเรื่องต้นทุนทางวัฒนธรรมกำลังตีบตัน กลุ่มชาวบ้านที่อัมพวาหรือนักวิชาการท้องถิ่นควรให้ความร่วมมือในการจัดสรรพื้นที่เรียนรู้ชุมชนขึ้น

มีใครลองถามชาวบ้านหรือไม่ว่าของกินแบบเดิมๆ ขนมแบบเดิมที่ใช้มะพร้าวในสวน รวมทั้งอาหารต่างๆ หายไปไหนหมด

หากจะว่ากันตามจริงแล้ว หลายคนเห็นด้วยว่าวัฒนธรรมเช่นที่อัมพวานี้เอง เป็นแหล่งรวมวัฒนธรรมที่หลากหลายและก็น่าจะนับว่าเป็นเสน่ห์ของอัมพวาได้อย่างหนึ่ง แต่วัฒนธรรมหรือประเพณีเช่นนี้มีข้อดีข้อด้อยอย่างไร

ผู้เขียนไม่เชื่อว่าลักษณะวัฒนธรรมที่อัมพวานี้จะสะท้อนให้เห็นภาพความต่อเนื่องของคนอัมพวาที่จริงได้ เพราะไม่มีคนอัมพวาที่พอจะมีสิทธิมีเสียงที่จะปลุกเร้าขึ้นได้ว่าควรมีการเผยแพร่ความรู้ที่ดีสักครั้ง เพราะต่างก็ตกอยู่ภายใต้แนวคิดการค้าขายโดยใช้ทุนที่บรรพบุรุษให้มาแต่ถ่ายเดียว

หนทางแก้ไขมิใช่ว่าจะสิ้นไร้ไปหมด เพียงว่าคนอัมพวาเองจะต้องรู้จักตัวตนของตนมากกว่านี้ และต้องให้หน่วยงานอื่นเข้ามาศึกษาอย่างเป็นระบบ เช่น ระบบการจัดการขนส่ง การสร้างพิพิธภัณฑ์ที่ดูดีกว่านี้ และให้คนเข้าไปรู้จักตัวตนของอัมพวามากกว่านี้

ครั้งหน้าจะไปเยือนอัมพวาอีกครั้ง และจะมาเล่าให้ฟัง

ที่มา : http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1347945107&grpid=03&catid=03

พบกับบทความ ข่าวคราวของอัมพวา และนานาบทความที่น่าสนใจเกี่ยวกับอัมพวา และตลาดอัมพวาได้ทุกวันที่ Blog AmphawaGuide.com

Google+

“ทรรศนะอุจาดอัมพวา”บทเรียนที่มีค่าของสังคมไทย

ชูชัยบุรีศรีอัมพวา

ชูชัยบุรีศรีอัมพวา

วันนี้ผมได้มีโอกาสนั่งอ่านบทความจากข่าวของ Manager.co.th เป็นเนื้อหาของข่าวที่มีหัวข้อที่ค่อนข้างแปลก และเป็นคำที่ไม่เคยได้ยิน โดยบทความที่ผมจะพูดถึงนี้ชื่อว่า ”ทรรศนะอุจาดอัมพวา”บทเรียนที่มีค่าของสังคมไทย โดย ปิ่น บุตรี  โดยได้พูดถึงกรณีที่เกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงของอัมพวา และกรณีของคุณชูชัย ที่ได้มาปลูกสร้างชูชัยบุรีศรีอัมพวาที่อัมพวา  โดยผู้เขียนได้กล่าวถึงการเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงของอัมพวา ที่เริ่มจากเมืองที่มีชีวิตที่เรียบง่าย มีความเป็นวิถีชาวบ้าน และวิถีชุมชนแบบอนุรักษ์ไปสู่เมืองที่กำลังเต็มไปด้วยเศรษฐกิจ และการแข่งขันกันในด้านการค้าขาย  มีการเปลี่ยนแปลงจากการค้าขายอาหาร และผลไม้ของชาวบ้านในอัมพวา กลายเป็นการค้าขายของนักธุรกิจนอกพื้นที่ เพราะสภาพการค้าขายและเศรษฐกิจของตลาดอัมพวา กำลังไปในทิศทางที่ดีจึงเป็นที่ต้องการสำหรับพ่อค้า และนักลงทุนจากภายนอกพื้นที่  โดยเป็นที่เห็นได้ชัดที่สุดคือ การลงทุนและมาสร้างชูชัยบุรีศรีอัมพวาที่สร้างความคึกโครมให้กับประชาชนได้รับรู้ถึงการเปลี่ยนแปลงของอัมพวา  ในการสร้างชูชัยบุรีศรีอัมพวานี้ ได้สร้างทรรศนะอุจาด เพราะเป็นการสร้างโรงแรมที่มีรูปร่างและลักษณะ แตกต่างกันกับบ้านเรือน และห้องแถวของคลองอัมพวา  เนื้อหาของบทความนี้ให้เนื้อหาดังนี้

 

กรณี“ชูชัยบุรีศรีอัมพวา” ที่ปรากฏเป็นข่าวโด่งดังจนกลายทอล์คออฟเดอะทาวน์ไปทั่วเมืองเมื่อไม่นานมานี้ คงต้องมองย้อนไปถึงการเติบโตและความเปลี่ยนแปลงของอัมพวา ที่มีผลสำคัญต่อการเปลี่ยนผ่านจากวิถีเมืองใกล้กรุงอันสงบงามมาสู่วิถีของเมืองท่องเที่ยวอันโด่งดังเลื่องชื่อ
โดยทั้งอัมพวา ปาย เชียงคาน ถือว่าเติบโตมาในโมเดลคล้ายๆกัน แตกต่างกันในรายละเอียดเท่านั้น ซึ่งผมไม่อยากให้เป็นแค่กระแสชั่ววูบแล้วเงียบหายต๋อมไปแบบไฟไหม้ฟาง เพราะในอดีตมีเรื่องราวทำนองนี้เกิดขึ้นอยู่บ่อยครั้ง แต่ว่าคนไทยลืมง่าย สุดท้ายเรื่องก็มักจะเงียบหายไป เหมือนกับว่าที่ผ่านมาไม่มีอะไรเกิดขึ้น

อัมพวาบนความเปลี่ยนแปลง

ความเปลี่ยนแปลงของชุมชนอัมพวา จ.สมุทสงคราม ได้เริ่มเดินเข้าสู่โหมดเมืองท่องเที่ยวอย่างเด่นชัดในราวๆ ปี พ.ศ. 2547 เมื่อเทศบาลตำบลอัมพวากับชาวชุมชนได้ร่วมแรงกันผลักดันโครงการตลาดน้ำยามเย็นขึ้น เพื่อเป็นการรื้อฟื้นวิถีในอดีตที่เคยโดดเด่นของอัมพวา และเมืองแม่กลอง
อัมพวาในยุคนั้นถือเป็นเสน่ห์อันชวนหลงใหลของใครและใครจำนวนมาก โดยเฉพาะชาวกรุงผู้โหยหาอดีต ซึ่งอัมพวามีหลายสิ่งหลายอย่างสนองตอบจริตและรสนิยมของพวกเขาได้เป็นอย่างดี ไม่ว่าจะเป็น เรือกสวนอันร่วมรื่น ต้นไม้สายน้ำ ตลาดน้ำชุมชน(ที่ช่วงนั้นโดดเด่นไปด้วยเสน่ห์ในวิถีพื้นบ้านและวิถีการค้าขายริมน้ำแบบดั้งเดิม เรือนไม้เก่าแก่ริมน้ำอันทรงเสน่ห์ บ้านเรือนทรงไทย ร้านอาหารชาวบ้านอร่อยๆ และอีกหลายสิ่งหลายอย่างในอารมณ์ย้อนยุคสารพัดสารพัน
นอกจากนี้อัมพวายังมีหิ่งห้อยส่องแสงระยิบระยับให้ล่องเรือชมกันในยามค่ำคืน ซึ่งนี่ถือเป็นอีกหนึ่งไฮไลท์ และทำให้เกิดกระแสการเที่ยวชมหิ่งห้อยยามราตรีตามมา

สิ่งต่างๆเหล่านี้นับเป็นแม่เหล็กชั้นดีดึงดูดให้ชาวกรุง วัยรุ่น คนบ้ากล้อง และผู้ที่นิยมในกระแสย้อนยุค นิยมในกระแสโบราณบานบุรี เดินทางเข้ามาเที่ยวอัมพวากันอย่างต่อเนื่อง

แต่สิ่งต่างๆเหล่านี้ก็ทำให้อัมพวาโด่งดังเป็นพลุแตกเพียงชั่วข้ามคืน เกิดเติบโตทางการท่องเที่ยวอย่างพุ่งพรวดรวดเร็ว

อัมพวาที่เปรียบดังสาวชนบทใสซื่อเริ่มเปลี่ยนเป็นสาวที่มีจริตจะก้าน เมื่อนักท่องเที่ยวยิ่งเข้ามาเยอะ เม็ดเงินยิ่งเข้ามาเยอะ แนวคิดดั้งเดิมของเทศบาลที่วางไว้ตั้งแต่การเปิดตลาดน้ำในปี 47 ซึ่งกำหนดกติกาให้ผู้ขายสินค้าในตลาดน้ำอัมพวา และร้านค้าสองฝั่งคลอง จะต้องเป็นคนอัมพวา สินค้าที่นำมาขายต้องเป็นสินค้าของอัมพวา ราคาสินค้าต้องขายในราคาอัมพวา ได้เปลี่ยนไป กลายเป็นการเปิดช่องให้นายทุนต่างถิ่นเข้ามาลงทุน

จากนั้นเรือนแถวไม้ของชาวบ้านหลายหลัง ได้แปรสภาพเป็นบ้านเรือนร้านรวงตกแต่งสีฉูดฉาดตามรสนิยมคนกรุง อาคารบ้านเรือนหลายแห่งแปรเปลี่ยนเป็นโฮมเสตย์ โรงแรม ที่พัก พร้อมกับราคาที่พักที่ถีบตัวสูงขึ้นตามต้นทุนและปัจจัยประกอบอื่นๆ อาคารไม้หลายหลังกลายเป็นร้านกาแฟ ร้านขายของที่ระลึก ที่ส่วนใหญ่แล้วดูเหมือนๆกันทั้งประเทศ เรือแจวพาชมหิ่งห้อยเปลี่ยนเป็นเรือเครื่องเพราะมีนักท่องเที่ยวมาเป็นจำนวนมาก เรือเครื่องจุคนได้มากกว่า สะดวกรวดเร็วกว่า และทำรอบได้ดีกว่า

เมื่อนักท่องเที่ยวมาก คนมาก หิ่งห้อยกลับยิ่งลดลง แถมซ้ำร้ายยังก่อให้เกิดความรำคาญกับชาวบ้านหลายๆคนที่อยู่ในเส้นทาง ถึงขนาดตัดรำคาญด้วยการฟันต้นลำพูทิ้งมันซะเลย เพื่อจะได้ไม่มีหิ่งห้อยให้คนมาดูรบกวนการพักผ่อนของพวกเขา เกิดเป็นรอยปริร้าวในชุมชนขึ้นมา

ทรรศนะอุจาด

ความเปลี่ยนแปลงของอัมพวา ไม่ได้เกิดเฉพาะทางกายภาพเท่านั้น แต่มันได้เกิดกับวิถีชุมชน และทำให้คนในเริ่มเปลี่ยนหน้ากลายเป็นคนนอก เพราะมีนายทุนจากต่างถิ่นก็ทยอยกันเข้ามา เพราะกลิ่นธุรกิจท่องเที่ยวที่อัมพวามันช่างหอมยั่วยวนนัก โดยหนึ่งในทุนต่างถิ่นที่เข้ามาในอัมพวาและเกิดเป็นข่าวโด่งดังเมื่อไม่นานมานี้ก็คือ “ชูชัย ชัยฤทธิเลิศ” นักธุรกิจเพชรชื่อดัง ที่ใช้เงินซื้อที่ริมน้ำพร้อมทำการรื้ออาคารเรือนไม้เก่า เพื่อสร้างโครงการ “ชูชัยบุรีศรีอัมพวา(รีสอร์ท แอนด์ สปา)”

“ชูชัยบุรีศรีอัมพวา” เป็นโรงแรมหรู 4 ดาว ที่จะแล้วเสร็จในอีกไม่นานนี้ ซึ่งสำหรับโครงการนี้เมื่อแรกก่อสร้างก็ตกเป็นข่าวบ้าง แต่ไม่เกิดเป็นกระแสฮอตฮิตเท่าหลังโครงการใกล้จะแล้วเสร็จ
ซึ่ง หากจะพูดกันในแง่กฎหมายแล้ว ชูชัยไม่ได้ทำผิดกฎหมาย โดยอดีตนายกเทศมนตรีตำบลอัมพวา นายพัชโรดม อุนสุวรรณ ได้ออกมาเปิดเผยผ่านสื่อมวลชนว่า เหตุที่เขาต้องให้อนุญาตในการอนุมัติโครงการเพราะผู้ร้องขอสร้างอาคารทำถูกต้องตามกฎระเบียบ เพราะกฎหมายเปิดช่องไว้

แต่เรื่องนี้ที่กลายเป็นประเด็นร้อนแรงขึ้นมา เพราะหนึ่ง โครงการนี้ได้รื้ออาคารเรือนไม้เก่าส่วนหนึ่งที่ถือเป็นอัตลักษณ์ของอัมพวาทิ้งไป ส่วนอีกเรื่องหนึ่งก็คือการสร้างอาคารที่มีรูปทรงหน้าตาประดักประเดิดดูผิดที่ผิดทาง ไม่กลมกลืนกับกลุ่มอาคารท้องถิ่นและไม่เข้ากับสภาพแวดล้อมขอชุมชนอัมพวา

สำหรับในประเด็นอาคารที่สร้างไม่กลมกลืนกับสภาพพื้นที่ สภาพแวดล้อม หลุดโดดดูผิดที่ผิดทาง ผิดกาลเทศะ ผิดถิ่นผิดฐานนั้น เพื่อนผมที่เป็นสถาปนิกมันบอกว่าในทางวิชาการเขาเรียกว่า “ทรรศนะอุจาด”
บ้านเรือนหลายหลังแปรสภาพเป็นร้านขายของสำหรับนักท่องเที่ยว

ทรรศนะอุจาด ศัพท์คำนี้ ท่านอาจารย์ แสงอรุณ รัตกสิกร ได้เขียนไว้ในบทความ “ทรรศนะอุจาด” ในหนังสือ “ตึก ต้นไม้ และแสงอรุณ โลกทัศน์ของสถาปนิก” ว่า

…มลภาวะทางสายตา ซึ่งตรงกับคำศัพท์อังกฤษว่า Visual Pollution เป็นคำที่บัญญัติขึ้นใหม่เพื่อให้ทันต่อเหตุการณ์ซึ่งเกิดขึ้นในบ้านเมืองเรา ซึ่งมีสภาพทรุดโทรมในความงามของบ้านเมืองและสภาพธรรมชาติแวดล้อม คำนี้อาจจะยาวยืดยาด จึงขอใช้ศัพท์ของตัวเองว่า ทรรศนะอุจาด… (ตัวสะกดอ้างอิงจากหนังสือเล่มเดียวกันนี้)

ในบทความนี้ อ.แสงอรุณ ยังได้พูดถึงเรื่องทรรศนะอุจาดที่เกิดขึ้นในเมืองเชียงใหม่อย่างถึงกึ๋น (ใครสนใจคงต้องไปเสาะหาหนังสือเล่มนี้ตามห้องสมุดใหญ่ๆมาอ่านเอาเอง)

หนังสือเล่มนี้พิมพ์ครั้งแรกตั้งแต่เดือน มกราคม ปี พ.ศ. 2530 มาวันนี้เรื่องราวทรรศนะอุจาดในบ้านเราที่ อ.แสงอรุณ ทักท้วงมากว่า 25 ปี หาได้ดีขึ้นไม่ หากมีแต่จะดูแย่ลงไปเรื่อยๆ

เคารพท้องถิ่น

เรื่องทรรศนะอุจาดของโครงการชูชัยบุรีฯที่เกิดขึ้นในอัมพวานั้น ก่อให้เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์ ในเรื่องการเคารพในท้องถิ่นตามมา โดย อ.สุวิทย์ วงศ์รุจิราวาณิชย์ แสดงทัศนะ(บางตอน)ไว้ในบทความ “อัตลักษณ์ท้องถิ่น ภูมิปัญญาที่นักออกแบบไม่ควรมองข้าม” ที่ลงใน นสพ. กรุงเทพธุรกิจ ฉบับวันที่ 10 ก.ย. 55 ว่า

…นักสร้างสรรค์มักจะหลงลืม การศึกษาถึงรูปแบบอัตลักษณ์ที่นักออกแบบกำลังทำงานอยู่ ถามว่า “ทำไมต้องสนใจในอัตลักษณ์” คำตอบง่ายๆก็คือ อัตลักษณ์คือสิ่งที่สะท้อนถึงวัฒนธรรม และรากเหง้าของสิ่งที่ตนเองทำงานอยู่…ถ้าเราออกแบบงานสถาปัตยกรรม สิ่งสำคัญก็คือ เราจะต้องศึกษาถึงภูมิประเทศ รูปแบบอาคาร รูปแบบวิถีชีวิตของชุมชน ฯลฯ ที่เกี่ยวข้องกับพื้นที่ก่อสร้างอาคารด้วย เพื่อเป็นข้อมูลในการออกแบบพัฒนารูปแบบของอาคารให้สอดคล้องกับอัตลักษณ์ของชุมชนนั้นๆ…
ด้าน สุรจิต ชิรเวทย์ สมาชิกวุฒิสภาจังหวัดสมุทรสงคราม ได้ให้ความเห็นไว้ในบทความ “พัฒนาเมืองอัมพวา ส.ว.ให้เคารพท้องถิ่น” (นสพ.ไทยรัฐ-10 ก.ย. 55) ว่า…

…การพัฒนาแม่กลอง อยากให้คนแม่กลองมีส่วนร่วม มีส่วนดูแลบ้านเมืองของตัวเอง เราไม่ได้ต้องการตัดสินถูกผิดอะไร แต่อยากให้ชาวบ้านรู้สึกว่าเป็นธุระของเราทุกคน เราต้องช่วยกันดูแลบ้านเมือง

สำหรับคนที่เข้ามาลงทุนในแม่กลอง ผมอยากให้ศึกษาความเป็นพื้นถิ่นให้ดี ให้เคารพต่อภูมิปัญญาของคนแม่กลอง ว่ามีตัวตนที่แท้จริงอย่างไร เพื่อจะได้อยู่ให้สอดคล้องกัน เมืองเราเป็นเมืองสันโดษ สมถะ เรารักษาตัวตนมาได้ช้านาน เมื่อเข้ามาทำอะไรก็อยากให้มีความเคารพยำเกรง…

ขณะที่ ธีรภาพ โลหิตกุล ช่างภาพและนักเขียนสารคดี หนึ่งในผู้มีบทบาทสำคัญในปรากฏการณ์อัมพวา ได้ให้ทัศนะต่อเรื่องนี้ไว้ในเฟซบุ๊คของเขาสรุปความว่า คุณค่าแห่งอัตลักษณ์หรือสัญลักษณ์ทางวัฒนธรรมท้องถิ่นต้องได้รับการคุ้มครอง,การพัฒนาสู่ความทันสมัยต้องไม่ทิ้งรากเหง้าที่งดงามแต่เก่าก่อน,กฎหมายผังเมืองต้องคุ้มครองพื้นที่อนุรักษ์ทางวัฒนธรรมอย่างจริงจัง และเมื่อรวยแล้วต้องมีสำนึกทางวัฒนธรรมด้วย

นอกจากนี้ธีรภาพยังให้เขียนไว้ในคอลัมน์ท่องไปกับใจตน ตอน “เหตุเกิดอัมพวา ถวิลหาอินเล”(นสพ.คมชัดลึก- 9 ก.ย. 55) ว่า

…ไม่มีใคร “แช่แข็ง” อัมพวาไว้ได้ อัมพวาต้องเปลี่ยนไป แต่จะเปลี่ยนอย่างไรโดยไม่ไร้ราก การรณรงค์ไม่ให้รื้อเรือนแถวไม้ชายน้ำ 12 หลัง ที่อยู่ใกล้โรงแรมหรูห้าดาว มิได้หมายถึงการปล่อยให้มันอยู่อย่างโทรมๆ เหมือนแต่ก่อน หากแต่เป็นสัญลักษณ์ว่า เราไม่เห็นด้วยกับการพัฒนาอัมพวาไปในทิศทางนั้น อันเป็นทิศทางแห่งการทำลายอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมของท้องถิ่นอัมพวาอย่างเห็นได้ชัด ทั้งๆ ที่แบบอย่างการอนุรักษ์และพัฒนาชุมชนวัฒนธรรมเก่าแก่ มีให้ศึกษาเรียนรู้มากมาย ใกล้ที่สุด คือ แนวทางการอนุรักษ์และพัฒนาอัมพวาของ “โครงการอัมพวาชัยพัฒนานุรักษ์” ที่ได้รางวัลชมเชยด้านการอนุรักษ์มรดกทางวัฒนธรรมในภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิก จากองค์การยูเนสโก ปี 2551 อีกทั้งแผนแม่บทตามแนวทางการควบคุมภูมิทัศน์สำหรับคลองอัมพวา ที่คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาฯ ทำไว้แล้วตั้งแต่ปี 2546 ก็มี อยู่ที่ว่า…ผู้ที่รักอัมพวาจนน้ำตาไหลจะสนใจไปศึกษาเรียนรู้หรือเปล่าเท่านั้น!

นี่คือทัศนะที่บอกกล่าวให้นักลงทุนทั้งหลายเคารพในท้องถิ่น ซึ่งสำหรับโครงการชูชัยบุรีฯนั้น หากนายชูชัยมีสำนึกรักในชุมชนอัมพวาจริงอย่างที่ให้สัมภาษณ์ไว้ในสื่อต่างๆจริง เขาสามารถผ่อนหนักเป็นเบาได้ด้วยการปรับแบบปรับหน้าตาภายนอกของอาคารให้ออกมาสอดคล้องสอดรับกับสภาพพื้นที่เท่าที่จะทำได้(แม้จะสามารถปรับหน้าตาได้ไม่มากก็ยังดีกว่าไม่ทำอะไรเลย)

ขณะที่โครงการลานศิวลึงค์นั้นก็คงต้องทบทวนกันใหม่ หากจะสร้างต่อก็คงต้องทำสำรวจความคิดเห็นจากชุมชน และเมื่อได้สร้างจริงก็ต้องทำออกมาให้ไม่แปลกแยกจากชุมชน และมีความสอดคล้องกลมกลืนกับสภาพพื้นที่มากที่สุด

เพราะนั่นจะเป็นบทพิสูจน์ว่านายชูชัยรัก มีเจตนาที่ดี และมีความจริงใจต่ออัมพวาจริง ไม่ใช่รักอัมพวาแค่เฉพาะการออกต่อหน้าสื่อเท่านั้น

บทเรียน

ในกรณีปรากฏการณ์อัมพวานั้น ไม่ใช่เรื่องใหม่สำหรับเมืองไทย หากแต่เป็นเรื่องเดิมที่เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่าในหลายๆเมืองที่พลิกวิถีเปลี่ยนจากเมืองอันสงบงามมาเป็นเมืองท่องเที่ยว

อันส่งผลให้เกิดความเปลี่ยนแปลงในหลายสิ่งหลายอย่างตามมา ซึ่งธีรภาพได้แสดงทัศนะในกรณีปรากฏการณ์อัมพวา ว่า

…เรื่องดำเนินมาไกลจนยากจะกลับไปที่จุดเริ่มต้น…หนทางที่เหลืออยู่คือแปรคราบน้ำตาให้เป็น “บทเรียน” ไว้เป็นภูมิคุ้มกัน ไม่ให้เกิด อัมพวา 2-3-4-5 ต่อๆไป…

ที่มา : http://www.manager.co.th/travel/ViewNews.aspx?NewsID=9550000112983&CommentReferID=21968983&CommentReferNo=4&

 

 

Google+