อัมพวา ตลาดน้ำอัมพวา และที่พักอัมพวา พร้อมด้วยนานาสาระมากมายกับ AmphawaGuide.com™
  • facebook

ผมคิดว่าหลายๆคนที่เคยมาเที่ยวแม่กลอง หรือเคยกินปลาทูแม่กลอง น่าจะติดใจในรสชาดที่แสนอร่อย รสหวาน เนื้อนุ่มของปลาทูแม่กลอง วันนี้ blog อัมพวาไกด์มีข่าวประชาสัมพันธ์ เกี่ยวกับงานเทศกาลกินปลาทูแม่กลองมาฝากครับ โดยงานเทศกาลกินปลาทูแม่กลองนี้ จัดขึ้นมาเป็นครั้งที่ 15 แล้วครับ โดยแต่ละครั้งก็จะมีชื่อตอนของแต่ละปี โดยในปีนี้ได้จัดขึ้นมา โดยใช้ชื่ตอนว่า”ตามหาอ่าว ก. ไก่” ดูจากชื่อตอนแล้วน่าติดตามมากครับว่า ตามหาอ่าว ก. ไก่ ตามหาอ่าว ก. ไก่นี้เป็นอย่างไรน่าติดตามมากครับ

ส่วนในงานจะจัดขึ้นในวันที่ 14-23 ธันวาคม 2555 ที่ศาลากลางจังหวัดสมุทรสงคราม หรือที่สวนสุขภาพที่คนสมุทรสงครามรู้จักกันนั่นเองครับ งานนี้จะประกอบด้่วยนานาเมนูอาหารสารพัดที่ทำมาจากปลาทูแม่กลอง พร้อมด้วยลานกิจกรรมต่างๆมากมาย, ของที่ระลึกในงาน, ภาพถ่ายนิทรรศการต่างๆมากมาย

หากใครสนใจเที่ยวงานเทศกาลกินปลาทูของปีนี้ อย่าลืมหาเวลาไปเที่ยวกันนะครับ รับรองว่าได้ทั้งอาหารเมนูจากปลาทูแสนอร่อย และกิจกรรมต่างๆมากมายที่หน้าศาลากลา่งจังหวัดสมุทรสงครามนะครับ

Google+

ขอเชืญร่วมตักบาตรพระ 299 รูป โดยเรือพาย ที่ตลาดน้ำท่าคา

ขอประชาสัมพันธ์เชิญชวนร่วมทำบุญกันครับ โดยงานนี้เป็นการทำบุญตักบาตรพระ 299 รูป ณ ตลาดน้ำท่าคา  ในวันอาทิตย์ที่ 28 ตุลาคม พ.ศ. 2555  เวลา 07.00 น. – 08.30 น. สถานที่จัดงาน ที่ตลาดน้ำท่าคา ต. ท่าคา อ. อัมพวา จ. สมุทรสงคราม โดยอาหารที่ทางประชาชนตักบาตรพระ 299 รูป จะนำไปช่วยเหลือพระ 323 วัด ในเขตจังหวัด 4 จังหวัดชายแดนภาคใต้ และอีกส่วนหนึ่งจะช่วยเหลือผู้ประสบภัยทั้งแผ่นดิน งานนี้จัดขึ้นโดย  ศูนย์กัลยาณมิตรสมุทรสงคราม ร่วมกับองค์การบริหารส่วนตำบลท่าคา

กำหนดการ
07.00 น.     คณะสงฆ์มาถึงพื้นที่ สาธุชนพร้อมในพื้นที่
07.20 น.     ประธานฆราวาสเปิดงาน/จุดธูปเทียนบูชาพระรัตนตรัย/ตัวแทนนำกล่าวแสดงนำเป็นพุทธมามกะ
07.40 น.     คณะสงฆ์รับบาตร
08.30 น.     เสร็จสิ้นพิธี

หากผู้อ่านสนใจจะร่วมทำบุญ สามารถติดต่อสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม ได้ที่หมายเลขโทรศัพท์ 082-3642356, 087-4157282, 088-2277730

สามารถดูข่าวเพิ่มเติมได้ที่ : http://news.dmc.tv/ข่าวด่วน/ข่าวประชาสัมพันธ์/ตักบาตรสมุทรสงคราม-พระ-299-รูป-ณ-ตลาดน้ำท่าคา.html

 

Google+

วันนี้ Blog อัมพวาไกด์ดอทคอม มีข่าวเรื่องราว และสถานที่จัดงานขายของถูกมาให้ได้รับทราบกัน โดยในวันนี้ 5 ตุลาคม 2555 รองผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรสงคราม นายอุทาร พิชญาภรณ์ เป็นประธานในการเปิดงาน งานมหกรรมธงฟ้าลดค่าครองชีพ ไทยช่วยไทยกันได้ที่บริเวณวัดภุมรินทร์กุฏีทอง  ต.สวนหลวง อ.อัมพวา จ.สมุทรสงคราม งานนี้จัดขึ้นโดย สำนักงานการค้าภายในจังหวัดสมุทรสงคราม  โดยได้นำสินค้าอุปโภค บริโภคที่มีความจำเป็นต่อการดำรงชีวิต มีคุณภาพดี ราคาถูก มาจัดจำหน่ายให้ประชาชน โดยตรง เพื่อเป็นการลดต้นทุนค่าครองชีพประจำวัน และค่าใช้จ่ายในครัวเรือนให้กับชาวบ้าน ซึ่งเป็นการช่วยเหลือ และแบ่งเบาภาระที่ภาครัฐได้ช่วยเหลือประชาชนอีกทางหนึ่ง หากใครอยู่บริเวณใกล้เคียงก็สามารถไปที่งาน เพื่อจับจ่ายใช้สอยสินค้าราคาถูกที่งานธงฟ้าได้เลยครับ

Google+

ขอแนะนำเพิ่มเติมเกี่ยวกับข่าวจังหวัดสมุทรสงคราม เพราะช่วงนี้มีข่าวคราวถึงจังหวัดสมุทรสงคราม และแม่กลองค่อนข้างเยอะ จึงขอนำมาเผยแพร่อีกครับ ช่วงนี้เข้าใกล้เทศกาลของการกินเจ เพื่อเป็นการเสริมบุญ เว้นจากการเบียดเบียนซึ่งกันและกันครับ  โดยตอนนี้ทางจังหวัดสมุทรสงคราม ได้ร่วมจัดงานประเพณีเทศกาลถือศีลกินเจ โดยจัดที่โรงเจเม่งกั๊กเซี่ยงตั๊ว มูลนิธิสว่างเบญจธรรม ประจำปี 2555 เป็นประเพณีเก่าแก่สืบทอดติดต่อกันมายาวนานของชาวจีน และคนไทยเชื้อสายจีน ที่ร่วมกันมาทำบุญถือศีลกินเจไม่เบียดเบียนสัตว์ งดทานอาหารที่ปรุงจากเนื้อสัตว์ทุกชนิด ซึ่งได้จัดให้มีพิธีสวดสรรเสริญพระพุทธคุณ ถวายข้าวพระก่งฮุก สวดมนต์เดินธูป พิธีสะเดาะเคราะห์ และพิธีลุยไฟ จากคณะม้าทรงจังหวัดภูเก็ต ท่ามกลางประชาชนที่มาร่วมในพิธีจำนวนมาก

หากใครสนใจที่จะเข้าร่วมเทศกาลกินเจประจำปีนี้ที่จังหวัดสมุทรสงคราม สามารถไปได้ที่โรงเจเม่งกั๊กเซี่ยงตั๊ว มูลนิธิสว่างเบญจธรรมได้เลยครับ

ขอขอบพระคุณที่มาของข่าวนี้โดย : http://news.ch7.com/detail/9262/เทศกาลกินเจสมุทรสงคราม%20เริ่มแล้ว%20.html

 

 

Google+

วันนี้ Blog อัมพวาไกด์ขอนำเสนอความคืบหน้าของกรณีการสร้างชูชัยบุรีศรีอัมพวามาเพิ่มเติมครับ ไม่ขอพูดพร่ำทำเพลง เชิญอ่านกันเลยครับ

เมื่อวันที่ 10 ตุลาคม กรณีนายชูชัย ชัยฤทธิเลิศ เจ้าของร้านเพชรชื่อดัง กล่าวถึงความคืบหน้าโครงการชูชัยบุรีศรีอัมพวา ตั้งอยู่บริเวณตลาดน้ำอัมพวา ถนนเลียบนที ต.อัมพวา อ.อัมพวา จ.สมุทรสงคราม ที่เคยถูกชาวบ้านบางกลุ่มในพื้นที่คัดค้าน กระทั่งมีการประชุมของกลุ่มประชาชนชาวอัมพวา เมื่อวันที่ 2 ตุลาคมที่ผ่านมา โดยที่ประชุมซึ่งมีผู้เข้าร่วมกว่า 300 คน ต่างเห็นด้วยกับโครงการ พร้อมกับนำแบบชูชัยบุรีทั้ง 6 แบบ มาให้ผู้เข้าร่วมประชุมได้เลือกที่จะนำมาเป็นแบบก่อสร้างตามโครงการ โดยกลุ่มลงมติเลือกแบบที่ 5 เป็นลักษณะอาคารที่มีความเป็นไทยมากขึ้น หลังคาทรงเรือนไทย รวมทั้งการปลูกต้นไม้ไว้ด้านหน้าให้มากขึ้นเหมือนลักษณะบ้านริมคลอง โครงการชูชัยบุรีศรีอัมพวาพร้อมจะทุบตึกโรงแรมในโครงการออก 1 ชั้น ให้เหลือ 3 ชั้น และจะบูรณะบ้านไม้เดิมจำนวน 12 หลัง ให้เสร็จก่อนวันที่ 5 ธันวาคมนั้น

นายชูชัยได้กล่าวว่า มีการประชุมกับทีมงานและคุยเรื่องแบบก่อสร้างกับสถาปนิก ขณะนี้ยังไม่สามารถระบุได้ว่า จะทุบตึกและบูรณะบ้านไม้ 12 หลังวันไหน เนื่องจากต้องหาผู้รับเหมาใหม่ ซึ่งผู้รับเหมาเดิมหมดสัญญาลงแล้ว แต่ที่คุยกันคร่าวๆ โครงการชูชัยบุรีเฟสแรกช่วงบริเวณริมน้ำจะมีบ้านไม้ 12 หลัง จะเสร็จใน 6 เดือนนี้ ส่วนตัวโรงแรมที่จะต้องทุบออก 1 ชั้น จะเสร็จภายใน 18 เดือนนับจากนี้

ด้านนายศิริวัฒน์ คันธารส ประชาคมคนรักแม่กลอง กล่าวถึงการปรับปรุงโครงการชูชัยบุรีศรีอัมพวา ที่เคยถูกชาวบ้านบางกลุ่มคัดค้านการก่อสร้างโครงการว่า ได้มีการประชุมของชาวบ้าน โดยมีการลงมติเลือกแบบปรับปรุงการก่อสร้างแบบที่ 5 จากทั้งหมด 6 แบบ วันนั้นตนไม่ได้เข้าร่วมประชุมด้วย แต่ส่วนตัวได้พูดมาตั้งแต่ต้นแล้วว่า สิ่งที่อยากให้มีก็คือ อยากให้เกิดเวทีนี้ตั้งแต่ต้นของโครงการแล้ว อยากให้มีกระบวนการรับฟังความคิดเห็นกันอย่างรอบด้าน มีนักวิชาการให้ข้อคิด มีประชาชนมาช่วยกันให้ข้อเสนอแนะ แต่สิ่งสำคัญที่จะต้องทำร่วมกันตั้งแต่ต้นในกระบวนการการทำโครงการของการพัฒนาแต่ละพื้นที่ ถึงแม้ว่าตัวกฎหมายจะไม่ได้ถูกกำหนดไว้ว่าใครบ้าง ยกเว้นกฎหมายรัฐธรรมนูญที่เขียนไว้ว่าควรจะมีกระบวนการรับฟังความคิดเห็นอย่างทั่วถึง จริงๆ แล้วคำว่าทั่วถึงจะต้องหมายรวมไปถึงคนที่เกี่ยวข้องทั้งหมด ขณะที่กระบวนการพัฒนาการท่องเที่ยวที่เกิดขึ้นแบบไม่มีกระบวนการพูดคุยกันรับฟังความคิดเห็น การใช้ข้อมูลความรู้และหลักวิชาการอย่างรอบด้านจะพัฒนาไปสู่ทิศทางใด

นายศิริวัฒน์กล่าวต่อว่า เรื่องการออกแบบไม่ใช่หน้าที่เรา ซึ่งไม่ได้มีหน้าที่ไปกำหนดว่าจะต้องเป็นแบบใด หน้าที่นี้ควรเป็นของคนที่มีความรู้ด้านนี้ และคนอัมพวาทุกคนมีหน้าที่ที่จะช่วยกันให้ข้อเสนอ แต่ประเด็นสำคัญเราเสนอแนะประเด็นการจัดเวทีประชาคมรับฟังความคิดเห็นรอบด้าน มีโอกาสเห็นข้อมูลรอบด้าน ถ้ามีอะไรเกิดขึ้นแบบใดบ้าง มีผลกระทบอะไรบ้าง จะมีสิ่งเกิดขึ้นอะไรบ้าง เราเสนอแนะไม่ใช่แค่ชูชัยบุรี แต่ได้เสนอแนะทุกกรณีไม่ว่าจะเป็นการทำโรงงานทอผ้า หรือที่อื่นๆจะมาตั้งโรงงานอุตสาหกรรมในพื้นที่ ควรมีการแลกเปลี่ยนข้อมูลอย่างรอบด้าน ทั้งทางวิชาการ ผลกระทบที่เกิดขึ้น และผลประโยชน์ที่จะเกิดขึ้นในพื้นที่ สิ่งนี้คือสิ่งที่ประชาคมคนรักแม่กลองต้องการและอยากให้เกิดขึ้น สําหรับการก่อสร้างนั้นเมื่อทําไปแล้วก็ทําไป

ด้านนายวิสุทธิ์ ณ บางช้าง เลขานุการนายกเทศมนตรี ตำบลอัมพวา และคณะกรรมการผู้ริเริ่มตลาดอัมพวากล่าวว่า ความคิดเห็นการปรับปรุงการก่อสร้าง ทางโครงการยอมที่จะปรับปรุงทุกอย่าง ซึ่งเป็นความเห็นของคนส่วนใหญ่ ถ้าหากเขาทำเพียงแค่นี้ไม่คิดทำเพิ่มเติมโครงการอะไรต่อไปอีก ก็ไม่เสียหายเท่าไร ซึ่งสิ่งที่เสียหายได้เลยผ่านไปแล้วไม่เสียหายไปมากกว่านี้ แต่ถ้าหากจะทำตลาดน้ำแข่งแทนตลาดเก่าที่เป็นอยู่ทุกวันนี้ มันน่ากลัวมาก ยังคาดเดาไม่ได้

“ผมเป็นห่วงมาก เพราะว่ากว่าจะสร้างมาใช้เวลานานกว่าจะมาถึงตรงนี้ได้ แต่จะมีคนมาชุบมือเปิบซึ่งมีตลาดตรงนี้แล้ว และจะย้ายไปอีกที่หนึ่ง เขามีเงินมากกว่าสามารถจะไปเนรมิตอะไรก็ได้ จึงรู้สึกเป็นห่วงความเป็นตลาดน้ำที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติมาก” นายวิสุทธิ์กล่าว

นางอัฉรา วงษ์สมิต ชาวอัมพวา ให้ความคิดเห็นว่า แบบที่ 5 จะเป็นแบบท้าย เท่าที่ดูการปลูกต้นไม้ที่บดบังหมด แต่วันข้างหน้าคิดอยู่คนเดียวว่า ถ้าเขาโชว์อย่างนี้ วันข้างหน้าถ้าเขาไม่ทำ เดี๋ยวคนก็จะลืมสิ่งที่มีต้นไม้ปกคลุม แบบที่ 5 ทั้งโครงสร้างตัวอาคารและวันนี้เขาโชว์ต้นไม้ เขาได้นำต้นไม้มาพลางแล้ว แต่วันข้างหน้าคนไม่ได้นึกถึงในสิ่งที่เขาจะดูแลต่อไป แต่หากวันข้างหน้าไม่มีต้นไม้ แต่จะมีตัวอาคารจะเป็นอย่างไร ขณะนี้กระแสแรงชาวบ้านก็ยกมือให้โครงการชูชัยไป

นางอัฉรากล่าวต่อว่า ในส่วนด้านตลาดถ้าเรามองด้านผู้ค้าจริงๆ ก็ไม่ต้องกลัวอะไร ตลาดอัมพวาน่าจะมีความยั่งยืนกว่านั้น คนที่โวยวายอาจจะมองเพียงด้านผลประโยชน์ ขณะที่โครงการมาถึงขั้นนี้แล้ว ส่วนตลาดของชูชัยบุรีน่าจะเป็นอีกตลาดหนึ่ง ลูกค้าของเขาน่าจะเป็นพรีเมี่ยม เป็นลูกค้าต่างประเทศและลูกค้านำเข้า ขณะที่คนอัมพวาจะมีลูกชิ้นปิ้ง มันทอด แล้วจะนำไปขายในตลาดของโครงการจะเหมาะสมกันหรือไม่ ชูชัยอาจจะให้ไปขาย แต่ถามว่าจะมีคนซื้อของเหล่านี้ไหม รออีกสักระยะหนึ่งแม่ค้าเหล่านี้ก็จะต้องตายไปเอง ทุกอย่างก็จะเป็นอาณาจักรของชูชัยบุรี แต่วันนี้กระแสแรงมาก ขณะนี้จะมีพีอาร์ (ประชาสัมพันธ์) ที่มาลดกระแสลงไป หากมีการขายอย่างที่มองดู คนที่จะเข้าไปขายน่าจะเป็นครกทองสากกะเบือฝังเพชรประมาณนี้ คนอัมพวาไม่มีสิทธิที่จะเข้าไปขายเลยหากดูภาพนี้ วันนี้จึงอยากให้จบลงดี

ขอขอบพระคุณที่มาของข่าวที่นำมาประชาสัมพันธ์ : http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1349927107&grpid=&catid=19&subcatid=1906

Google+

วันนี้Blog อัมพวาไกด์ดอทคอม ขอนำมาเสนอข่าวประชาสัมพันธ์ของจังหวัดสมุทรสงครามครับ เป็นข่าวที่เกี่ยวกับทางจังหวัดสมุทรสงครามได้จัดการประกวดสวดมนต์หมู่สรรเสริญพระรัตนตรัย ทำนองสรภัญญะ ประจำปี 2556 ซึ่งเป็นข่าวที่ดีสำหรับนักเรียนที่สวดมนต์เป็นประจำทุกสัปดาห์ ผมจำได้ว่า สมัยที่ผมยังเป็นเด็กได้มีโอกาสสวดมนต์สรภัญญะเป็นประจำทุกสัปดาห์ ในวันศุกร์ โดยในวันนั้นจะเรียกกันว่ามีการสวดมนต์ยาว ซึ่งสมัยเด็กๆอาจจุรุ้สึกว่า อาจจะเป็นสิ่งที่น่าเบื่อไปสักหน่อย แต่เมื่อโตขึ้นก็ได้รู้ว่ามันเป็นสิ่งที่ดี และมีโอกาสน้อยมากที่จะได้มีโอกาสทำในเมื่อเราเจริญเติบโต หรือเป็นผู้ใหญ่ เล่าสู่กันฟังครับ  มาต่อกันที่รายละเอียดของข่าวกันดีกว่าครับ โดยเนื้อหาของข่าวมีรายละเอียดดังต่อไปนี้ครับ

นางสาวจิรารัตน์ สุนทรอาคเนย์ ประชาสัมพันธ์จังหวัดสมุทรสงคราม ได้รับแจ้งจากสำนักงานวัฒนธรรม จ.สมุทรสงคราม ว่า กรมการศาสนา กระทรวงวัฒนธรรมจะดำเนินการประกวดสวดมนต์หมู่สรรเสริญ พระรัตนตรัย ทำนองสรภัญญะ ประจำปี 2556 เพื่อส่งเสริมนักเรียนและครูในโรงเรียน ได้สวดมนต์ไหว้พระทั้งโรงเรียน อย่างน้อยสัปดาห์ละ 1 วัน และสนับสนุนให้โรงเรียนได้จัดให้มีการสวดมนต์หมู่ฯ ทั้งโรงเรียน พร้อมทั้งคัดเลือกนักเรียนเข้าประกวดสวดมนต์หมู่สรรเสริญพระรัตนตรัยทำนองสรภัญญะ ระดับจังหวัดและระดับประเทศ รับโล่รางวัลพระราชทานสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ในพิธีสัปดาห์ส่งเสริมพระพุทธศาสนา เนื่องในเทศกาลวันวิสาขบูชา ประจำปี 2556

ดังนั้นจึงขอเชิญชวนสถานศึกษาเข้าร่วมประกวดสวดมนต์หมู่สรรเสริญพระรัตนตรัย ทำนองสรภัญญะระดับจังหวัด โดยส่งใบสมัครพร้อมภาพถ่ายการสวดมนต์ทั้งสถานศึกษา จำนวน 2 ภาพ ให้จังหวัดภายในวันที่ 1 พ.ย.2555 สำหรับ วันเวลา และสถานที่การจัดประกวดระดับจังหวัด จะแจ้งให้ทราบอีกครั้งหนึ่ง สอบถามรายละเอียดได้ที่สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัด ศาลากลางจังหวัดสมุทรสงคราม ชั้น 5 โทรศัพท์ 0-3471-8138 โทรสาร 0-3471-8348 ในวันและเวลาราชการ

ได้เห็นรายละเอียดกันแล้วนะครับ หากโรงเรียนใด หรือหากสนใจสามารถติดต่อตาามรายละเอียดของข่าวได้เลยครับ

ขอขอบพระคุณเนื้อหาของข่าวโดย : http://www.naewna.com/local/25166

 

Google+

วันนี้ Blog AmphawaGuide.com มีข่าวคราวอัมพวา และความคืบหน้าของโครงการชูชัยบุรีมานำเสนอครับ เป็นข่าวที่น่ายินดีครับ ที่โครงการนี้มีทางออกที่มีความสุขกันทั้งสองฝ่าย ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายของชาวบ้าน และทางฝ่ายของคุณชูชัย เจ้าของโครงการ โดยมีเนื้อหาของรายละเอียดดังนี้ครับ

จากที่ก่อนหน้านี้มีข่าวการรื้อถอนเรือนแถวไม้จำนวน 12 ห้อง เพื่อก่อสร้างโรงแรมหรูระดับห้าดาว “ชูชัยบุรี ศรีอัมพวา” ของนักธุรกิจค้าเพชรระดับพันล้าน ชูชัย ชัยฤทธิเลิศ จนเกิดเสียงคันค้านจากชาวบ้านเพราะกรงจะกระทบวิถีชีวิตและวัฒนธรรมของชาวอัมพวาที่เคยมีมา

วันนี้ (2 ต.ค.) ที่ห้องประชุมสาธารณสุขเทศบาล ต.อัมพวา อ.อัมพวา จ.สมุทรสงครามได้จัดประชุมรับฟังความคิดเห็นของประชาชน โดยมีนายชูชัย ชัยฤทธิเลิศ ประชาชนใน ต.อัมพวา และใกล้เคียงมาร่วมแสดงความเห็นประมาณ 300 คน รวมทั้งผู้ทรงคุณวุฒิต่างๆ

ทั้งนี้นายชูชัย เจ้าของโครงการชูชัยบุรีศรีอัมพวา ได้ชี้แจงแนวทางการปรับปรุงโครงการ โดยห้องแถวเรือนไม้ชายคลองอัมพวาทั้ง 12 ห้อง ที่เป็นปัญหาจะไม่รื้อ แต่จะปรับปรุงให้เหมือนเดิม ส่วนรูปแบบของอาคาร ได้นำเสนอ 6 รูปแบบให้คนในท้องถิ่นเลือก โดยผู้เข้าร่วมกิจกรรม แสดงความคิดเห็นซึ่งส่วนใหญ่เห็นด้วยกับการก่อสร้างโรงแรมแบบที่ 5 คือปรับแบบตัวอาคาร , ทรงหลังคาและปรับสีให้สอดคล้องกับวัฒนธรรมในชุมชน และลดรายละเอียดความเป็นยุโรปให้น้อยลง

ภายหลังการประชุมประชาชนได้นำดอกกุหลาบมามอบให้นายชูชัย และมอบเสื้อเขียนคำว่า “อัมพวา” ให้นายชูชัย โดยนายชูชัยกล่าวว่าพร้อมทำทุกอย่างที่คนในท้องถิ่นต้องการ ตนรู้สึกดีใจที่ชาวบ้านอ้าแขนรับ และมั่นใจว่าโครงการนี้จะนำรายได้กลับมาสู่ชาวอัมพวา โดยจะมีเงินส่วนหนึ่งในการอนุรักษ์สังคมอย่างถาวร

หลังจากได้เห็นข่าวนี้แล้ว ทาง Blog AmphawaGuide.com ก็มองว่าเป็นสิ่งที่น่ายินดีที่ทั้งสองฝ่ายที่หาทางออกได้ และเป็นทางออกที่มีความสุขกันทั้งสองฝ่าย รวมทั้งเป็นการสร้างสิ่งที่ดีให้กับอัมพวา พื้นที่ที่ทุกๆคนรัก และอยากให้อัมพวาของเราเป็นพื้นที่ที่ยังคงไว้ซึ่งวัฒนธรรม และแบบแผนของวิถีชีวิตที่เรียบง่ายสืบไป
ขอขอบคุณที่มาของข่าวโดย : http://news.mthai.com/general-news/194519.html 

Google+

“แม่กลอง”รณรงค์ใช้กระดาษมันในการห่อปลาทูนึ่ง

ปลาทูแม่กลอง รสชาดอร่อยหวานมัน

ปลาทูแม่กลอง โดยส่วนมากพ่อค้า และแม่ค้า จะห่อหุ้มด้วยกระดาษหลายประเภท แต่ที่เป็นอันตรายจะเป็นการที่ห่อด้วยกระดาษหนังสือพิมพ์

ปลาทูแม่กลอง ใครได้ยินชื่อนี้ คงเป็นการการันตีความอร่อยของปลาทูจากแม่กลองถิ่นนี้แน่นอนครับ ผู้อ่านเคยสังเกตหรือไม่ครับเวลาเราซื้อปลาทูแม่กลองกลับไปทานที่บ้านเราได้สังเกตบ้างหรือไม่ครับ ว่าทางพ่อค้าแม่ค้า เค้าได้ห่อปลาทูที่เราซื้อกลับบ้านด้วยอะไร ด้วยกระดาษหนังสือพิมพ์ หรือใบตอง หรือกล่องโฟม

ล่าสุด ผมได้อ่านหนังสือพิมพ์ที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับการรณรงค์การใช้กระดาษมันใช้สำหรับการห่อปลาทู โดยทางนายสุวัฒน์ กิตติดิลกกุล นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดสมุทรสงคราม เปิดเผยว่า ได้นำเจ้าหน้าที่สาธารณสุขออกเก็บตัวอย่างปลาทูนึ่งตามร้านค้าริมถนนบายพาสเลี่ยงเมืองและในตลาดแม่กลอง จำนวน 20 ร้านค้า ที่ห่ออาหารด้วยกระดาษหนังสือพิมพ์และใบตอง ส่งให้ศูนย์วิทยาศาสตร์การแพทย์ที่ 4 สมุทรสงคราม ตรวจวัดปริมาณสารตะกั่ว ทั้งนี้ จากผลศึกษาเมื่อปี 2545 พบว่า อาหารบรรจุในถุงกระดาษหนังสือพิมพ์นาน 1 ชั่วโมง จะมีสารตะกั่วเฉลี่ย 0.52 มิลลิกรัมต่อขนมหนัก 1 กิโลกรัม เนื่องจากขนมประเภททอดจะมีน้ำมันมาก จึงเป็นสารละลายตะกั่วจากหมึกพิมพ์ได้ดีเช่นเดียวกับปลาทูนึ่งที่มีน้ำเปียกชุ่มอยู่ตลอดเวลา สสจ.สมุทรสงครามจะสนับสนุนและมอบป้าย “ปลาทูนึ่งแม่กลองปลอดภัยใส่ใจผู้บริโภค” ให้ร้านค้าที่ใช้กระดาษมันเพื่อสร้างมาตรฐานด้านความปลอดภัยให้ผู้บริโภคมั่นใจ

ดังนั้นเราจึงมั่นใจแล้วว่า ปลาทูที่เราซื้อมาจากตลาดแม่กลองนั้นไม่มีสารตะกั่วมาเจือปนกับปลาทูแม่กลองที่เราซื้อกัน หรือว่าหากใครเจอร้านค้าร้านไหนเอากระดาษหนังสือพิมพ์มาห่อปลาทูแม่กลองขาย ก็ช่วยๆกันเตือนนะครับ ว่าการใช้กระดาษหนังสือพิมพ์มาห่อมันมีอันตรายอย่างไร และเราควรหาอะไรมาห่อทดแทน เพื่อเราจะได้ทานปลาทูแม่กลองกันอย่างปลอดภัย และรสชาดอร่อยกันอย่างนี้เรื่อยไป

ขอขอบคุณที่มาของข่าวโดย http://www.khaosod.co.th/view_news.php?newsid=TUROaVoyc3dNekkwTURrMU5RPT0=&sectionid=TURNek1nPT0=&day=TWpBeE1pMHdPUzB5TkE9PQ==

 

 

Google+

วันนี้ Blog Amphawaguide.com ขอนำเสนอข่าวจากไทยรัฐ เมื่อวันที่ 28 กันยายน 2555 ที่ผ่านมา ได้นำเสนอเกี่ยวกับหัวข้อข่าว”โพงพางแม่กลองดิ้น ได้แค่ชะลอลมหายใจ” ซึ่งเป็นเรื่องราวของข่าวที่เป็นการหาทางออกของอาชีพโพงพางกัน โพงพาง เป็นเครื่องมือประมงที่ใช้อวนรูปถุง ปากอวนติดตั้งให้การรับสัตว์น้ำที่พัดตามกระแสน้ำเข้าถุงอวน  โดยเนื้อหาของข่าวมีดังนี้

ประมาณ 14.00 น. ณ อาคารรัฐสภา ห้อง 311 บรรยากาศเต็มไปด้วยความตึงเครียดตัวแทนประมงพื้นบ้านจังหวัดสมุทรสงครามกว่า 30 คน เดินทางมาฟังคำชี้แจงกรมเจ้าท่าและกรมประมง  กรณีนางทัดทรวง พิกุลทอง ผู้แทนเครือข่ายประมงพื้นบ้านลุ่มน้ำแม่กลองส่งหนังสือถึงคณะกรรมาธิการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม วุฒิสภา เรื่องขอให้ตรวจสอบการดำเนินการยกเลิกการทำโพงพางในลำน้ำ จังหวัดสมุทรสงคราม
ดังนั้น คณะกรรมาธิการได้เชิญกรมประมงและกรมเจ้าท่าเข้ามาชี้แจงการกระทำดังกล่าว  เมื่อเวลา 14.00 น. วันที่ 25 กันยายน พ.ศ.2555

นางทัดทรวง พิกุลทอง อายุ 38 ปี อยู่บ้านเลขที่ 75 หมู่ 1 ต.ยี่สาร อ.อัมพวา จ.สมุทรสงคราม ให้ภาพชีวิตชาวโพงพางว่า คนทำโพงพางส่วนใหญ่เป็นคนอายุมาก เด็กๆรุ่นใหม่ไม่มาทำกันแล้ว ถ้าเลิกอาชีพโพงพางจะให้คนอายุมากเข้าไปทำงานในโรงงานก็คงเป็นไปไม่ได้

ส่วนหนึ่งเป็นผู้สูงอายุที่ต้องดูแลลูกหลาน และที่สำคัญถ้าจะเปลี่ยนอาชีพใหม่ ไหนจะต้องมีทุนและความชำนาญในการประกอบอาชีพใหม่ ดังนั้น การรื้อถอนเครื่องประกอบอาชีพอย่างไม่ทันได้ตั้งตัว ทำให้ชาวบ้านเดือดร้อน ขอให้เข้าใจชาวบ้านบ้าง

นายสุรจิต ชิรเวทย์ สมาชิกวุฒิสภาจังหวัดสมุทรสงคราม ทำหน้าที่เป็นประธานในการซักถาม เกริ่นว่า กรมประมงอาศัย พ.ร.บ.ประมง พ.ศ.2490 และประกาศกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พ.ศ. 2521 ให้รื้อถอนเครื่องมือประมงประเภทโพงพางในเขตจังหวัดสมุทรสงคราม โดยลงกำหนดรื้อถอนเช้าวันที่ 26 กันยายนนี้ ด้วยเหตุผลหลัก 2 ประการ คือ 1.ทำลายพันธุ์สัตว์น้ำวัยอ่อน และ 2.กีดขวางเส้นทางน้ำ

“แต่ชาวบ้านเขามีสิทธิ์ได้รับคำชี้แจงแสดงเหตุผลจากทางการ และมีสิทธิชุมชนตามรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน ที่ควรได้รับรู้และได้รับการคุ้มครอง”

รองอธิบดีกรมประมงชี้แจงว่า  สาเหตุที่ต้องรื้อ เนื่องจากการกางโพงพางนั้นอยู่บริเวณปากแม่น้ำ สัตว์ที่จะลงไปผสมพันธุ์ถ้าไปดักเส้นทางไว้ก็จะเป็นการทำลายธรรมชาติ  และเครื่องมือโพงพางเป็นการทำลายพันธุ์สัตว์เป็นอันดับต้นๆมากกว่าอวนรุน อวนลาก เพราะว่าปลาไปวางไข่ไม่ได้ ปริมาณปลาก็จะค่อยๆลดลงไป

“บริเวณที่โพงพางตั้งอยู่เหมือนป่าต้นน้ำ” เจ้าหน้าที่จากกรมประมงเสริม

นางกานดา พาเจริญ ตัวแทนประมงขอความคิดเห็นว่า  เรื่องการรื้อถอนที่จะเกิดขึ้นขอความเห็นใจและพอจะช่วยประชาชนที่ประกอบอาชีพมาตั้งแต่บรรพบุรุษได้อย่างไรบ้าง

กรรมาธิการแสดงความเห็นว่า น่าจะมีวิธีการ เป็นต้นว่า การทำประมงอย่างยั่งยืน ดังนั้น น่าจะมีการศึกษาแบบมีส่วนร่วมระหว่างนักวิชาการ ชาวบ้าน เพื่อหาทางออกและการลดทำลายได้หรือไม่ แค่ไหน และอย่างไร

สุรจิตตั้งคำถามว่า ทำไมจังหวัดระยองจึงกำหนดให้รื้อโพงพางถึง 90 วันได้  แต่จังหวัดสมุทรสงครามมีเพียง 30 วันเท่านั้น  เจ้าหน้าที่กรมประมงชี้แจงว่า เป็นเรื่องของจังหวัดระยองเป็นผู้กำหนดเอง ทางกรมประมงไม่ทราบ และแจ้งด้วยว่าในเดือนกันยายนจะต้องรื้อโพงพางในจังหวัดต่างๆ เช่น ตรัง สตูล นครศรีธรรมราช และสมุทรสงคราม

กรรมาธิการจึงเสนอแนวคิดว่า เนื่องจากสาเหตุรื้อถอนทางประมงอ้างมา 2 สาเหตุ คือ 1.กีดขวางเส้นทางสัญจรทางน้ำ และ 2.ทำลายพันธุ์ปลา ประเด็นที่ต้องพิจารณาตรวจสอบคือ ที่ว่ากีดขวางการสัญจรทางน้ำนั้น ไม่ใช่โพงพางทุกปากจะกีดขวางทางน้ำเสมอไป เพราะลำน้ำบางสายไม่มีเรือสัญจรไปมาและการกั้นโพงพางก็ไม่ได้กั้นทั้งคลองจนเรือไม่สามารถเดินได้

ประเด็นที่ 2 เรื่องทำลายพันธุ์ปลานั้น น่าจะพิจารณากันที่ตาของอวนว่าถี่ห่างอย่างไร ถ้าถี่เกินไปก็กำหนดให้เป็นตาห่างกว่าเดิมได้ เพื่อชาวบ้านจะได้ประกอบอาชีพต่อไปได้

 ทั้ง 2 ประการ แม้จะดูขัดกับกฎหมายที่ออกเมื่อ พ.ศ.2521 แต่ต้องไม่ลืมว่าเป็นกฎหมายที่ออกมานานแล้ว ยุคสมัยเปลี่ยนไป และที่สำคัญกฎหมายฉบับเดียวกันแต่ลักษณะพื้นที่ที่แตกต่างกันก็ไม่น่าจะใช้ครอบคลุมได้ทั้งหมด

กรณีการรื้อถอนโพงพาง “ผมไม่เห็นด้วยที่จะใช้กฎหมายฉบับเดียวใช้ไปทั่วประเทศ และจริงๆแล้วในเชิงวิชาการอวนลากน่าจะเป็นปัญหามากกว่าโพงพางด้วยซ้ำ ดังนั้น การออกกฎหมายและการใช้กฎหมายต้องประกอบด้วยข้อเท็จจริงด้วย” กรรมาธิการบอก

หลังการรับฟังเสียงชาวบ้านและข้อเสนอแนะจากคณะกรรมาธิการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม รองอธิบดีกรมประมง นายเชิดศักดิ์ วงษ์กมลชุณห์ ขอรับข้อเรียกร้องไปเสนอยังอธิบดีกรมประมงและรัฐมนตรีกระทรวงเกษตรฯ เพื่อพิจารณาต่อไป

แต่นายมานพ แจ้งกิจ ผู้อำนวยการสำนักบริหารจัดการด้าน การประมง  หนึ่งในคณะผู้เข้ามาชี้แจงบอกว่า  ตนไม่อาจห้ามหน่วยรื้อถอนได้ ตามกำหนดการรื้อถอนประมงในพื้นที่แม่กลองนั้น คือ 05.00 น. ของวันที่ 26 และถ้าไม่ทำก็ไม่ทราบจะตอบคำถามกับชาวเพชรบุรีอย่างไร  เพราะได้รื้อในเขตพื้นที่จังหวัดเพชรบุรีไปแล้ว

กรรมาธิการแจกแจงว่า  เมื่อตัวแทนของอธิบดีกรมประมงรับข้อร้องเรียนไปแล้ว ก็ควรเป็นไปตามนั้น เพราะอำนาจการตัดสินใจเต็มอยู่ที่ท่านรองอธิบดี แม้จะเกิดปฏิกิริยาระหว่างชาวบ้านผู้ร้อง เรียน และผู้ถือกฎหมายคือเจ้าหน้าที่ของกรมประมงเล็กน้อย  แต่สถานการณ์ก็จบลงด้วยดี

เช้าวันที่ 26 กันยายน เมื่อสอบถามชาวบ้านผู้ประกอบอาชีพโพงพางเรื่องการรื้อถอน นางกานดา พาเจริญ บอกว่าไม่มีการเข้ารื้อถอนจากเจ้าหน้าที่กรมประมงแต่อย่างไร

สำหรับการดิ้นต่อไปของผู้ประกอบอาชีพโพงพางคือ “เรายื่นร้องคุ้มครองสิทธิ์ไว้ก่อน  คำสั่งจะเป็นอย่างไรไม่รู้  แต่ทางประมงยืนยันว่าอย่างไรเขาก็จะถอน ตอนนี้ชาวบ้านคิดกันว่า ถ้าเขามารื้อถอนก็จะเอาไปกองบนถนนพระรามสอง  เพราะไม่มีที่กองและเราก็ขอผ่อนผันไปแล้ว แต่ทำเหมือนเราเป็นโจร” กานดาบอก

พลางกระซิบว่า ไม่รู้ทางจังหวัดจะให้เลิกโพงพางซึ่งเป็นอาชีพที่ดูแลน้ำ  เพื่อไปทำอุตสาหกรรมสะอาดตามนโยบายจังหวัด แต่ทำลายน้ำหรือไม่

ที่มาของข่าว และสามารถชมข่าวพร้อมรูปภาพเพิ่มเติมได้ที่  :  http://www.thairath.co.th/column/pol/page1scoop/294127

 

Google+

“ทรรศนะอุจาดอัมพวา”บทเรียนที่มีค่าของสังคมไทย

ชูชัยบุรีศรีอัมพวา

ชูชัยบุรีศรีอัมพวา

วันนี้ผมได้มีโอกาสนั่งอ่านบทความจากข่าวของ Manager.co.th เป็นเนื้อหาของข่าวที่มีหัวข้อที่ค่อนข้างแปลก และเป็นคำที่ไม่เคยได้ยิน โดยบทความที่ผมจะพูดถึงนี้ชื่อว่า ”ทรรศนะอุจาดอัมพวา”บทเรียนที่มีค่าของสังคมไทย โดย ปิ่น บุตรี  โดยได้พูดถึงกรณีที่เกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงของอัมพวา และกรณีของคุณชูชัย ที่ได้มาปลูกสร้างชูชัยบุรีศรีอัมพวาที่อัมพวา  โดยผู้เขียนได้กล่าวถึงการเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงของอัมพวา ที่เริ่มจากเมืองที่มีชีวิตที่เรียบง่าย มีความเป็นวิถีชาวบ้าน และวิถีชุมชนแบบอนุรักษ์ไปสู่เมืองที่กำลังเต็มไปด้วยเศรษฐกิจ และการแข่งขันกันในด้านการค้าขาย  มีการเปลี่ยนแปลงจากการค้าขายอาหาร และผลไม้ของชาวบ้านในอัมพวา กลายเป็นการค้าขายของนักธุรกิจนอกพื้นที่ เพราะสภาพการค้าขายและเศรษฐกิจของตลาดอัมพวา กำลังไปในทิศทางที่ดีจึงเป็นที่ต้องการสำหรับพ่อค้า และนักลงทุนจากภายนอกพื้นที่  โดยเป็นที่เห็นได้ชัดที่สุดคือ การลงทุนและมาสร้างชูชัยบุรีศรีอัมพวาที่สร้างความคึกโครมให้กับประชาชนได้รับรู้ถึงการเปลี่ยนแปลงของอัมพวา  ในการสร้างชูชัยบุรีศรีอัมพวานี้ ได้สร้างทรรศนะอุจาด เพราะเป็นการสร้างโรงแรมที่มีรูปร่างและลักษณะ แตกต่างกันกับบ้านเรือน และห้องแถวของคลองอัมพวา  เนื้อหาของบทความนี้ให้เนื้อหาดังนี้

 

กรณี“ชูชัยบุรีศรีอัมพวา” ที่ปรากฏเป็นข่าวโด่งดังจนกลายทอล์คออฟเดอะทาวน์ไปทั่วเมืองเมื่อไม่นานมานี้ คงต้องมองย้อนไปถึงการเติบโตและความเปลี่ยนแปลงของอัมพวา ที่มีผลสำคัญต่อการเปลี่ยนผ่านจากวิถีเมืองใกล้กรุงอันสงบงามมาสู่วิถีของเมืองท่องเที่ยวอันโด่งดังเลื่องชื่อ
โดยทั้งอัมพวา ปาย เชียงคาน ถือว่าเติบโตมาในโมเดลคล้ายๆกัน แตกต่างกันในรายละเอียดเท่านั้น ซึ่งผมไม่อยากให้เป็นแค่กระแสชั่ววูบแล้วเงียบหายต๋อมไปแบบไฟไหม้ฟาง เพราะในอดีตมีเรื่องราวทำนองนี้เกิดขึ้นอยู่บ่อยครั้ง แต่ว่าคนไทยลืมง่าย สุดท้ายเรื่องก็มักจะเงียบหายไป เหมือนกับว่าที่ผ่านมาไม่มีอะไรเกิดขึ้น

อัมพวาบนความเปลี่ยนแปลง

ความเปลี่ยนแปลงของชุมชนอัมพวา จ.สมุทสงคราม ได้เริ่มเดินเข้าสู่โหมดเมืองท่องเที่ยวอย่างเด่นชัดในราวๆ ปี พ.ศ. 2547 เมื่อเทศบาลตำบลอัมพวากับชาวชุมชนได้ร่วมแรงกันผลักดันโครงการตลาดน้ำยามเย็นขึ้น เพื่อเป็นการรื้อฟื้นวิถีในอดีตที่เคยโดดเด่นของอัมพวา และเมืองแม่กลอง
อัมพวาในยุคนั้นถือเป็นเสน่ห์อันชวนหลงใหลของใครและใครจำนวนมาก โดยเฉพาะชาวกรุงผู้โหยหาอดีต ซึ่งอัมพวามีหลายสิ่งหลายอย่างสนองตอบจริตและรสนิยมของพวกเขาได้เป็นอย่างดี ไม่ว่าจะเป็น เรือกสวนอันร่วมรื่น ต้นไม้สายน้ำ ตลาดน้ำชุมชน(ที่ช่วงนั้นโดดเด่นไปด้วยเสน่ห์ในวิถีพื้นบ้านและวิถีการค้าขายริมน้ำแบบดั้งเดิม เรือนไม้เก่าแก่ริมน้ำอันทรงเสน่ห์ บ้านเรือนทรงไทย ร้านอาหารชาวบ้านอร่อยๆ และอีกหลายสิ่งหลายอย่างในอารมณ์ย้อนยุคสารพัดสารพัน
นอกจากนี้อัมพวายังมีหิ่งห้อยส่องแสงระยิบระยับให้ล่องเรือชมกันในยามค่ำคืน ซึ่งนี่ถือเป็นอีกหนึ่งไฮไลท์ และทำให้เกิดกระแสการเที่ยวชมหิ่งห้อยยามราตรีตามมา

สิ่งต่างๆเหล่านี้นับเป็นแม่เหล็กชั้นดีดึงดูดให้ชาวกรุง วัยรุ่น คนบ้ากล้อง และผู้ที่นิยมในกระแสย้อนยุค นิยมในกระแสโบราณบานบุรี เดินทางเข้ามาเที่ยวอัมพวากันอย่างต่อเนื่อง

แต่สิ่งต่างๆเหล่านี้ก็ทำให้อัมพวาโด่งดังเป็นพลุแตกเพียงชั่วข้ามคืน เกิดเติบโตทางการท่องเที่ยวอย่างพุ่งพรวดรวดเร็ว

อัมพวาที่เปรียบดังสาวชนบทใสซื่อเริ่มเปลี่ยนเป็นสาวที่มีจริตจะก้าน เมื่อนักท่องเที่ยวยิ่งเข้ามาเยอะ เม็ดเงินยิ่งเข้ามาเยอะ แนวคิดดั้งเดิมของเทศบาลที่วางไว้ตั้งแต่การเปิดตลาดน้ำในปี 47 ซึ่งกำหนดกติกาให้ผู้ขายสินค้าในตลาดน้ำอัมพวา และร้านค้าสองฝั่งคลอง จะต้องเป็นคนอัมพวา สินค้าที่นำมาขายต้องเป็นสินค้าของอัมพวา ราคาสินค้าต้องขายในราคาอัมพวา ได้เปลี่ยนไป กลายเป็นการเปิดช่องให้นายทุนต่างถิ่นเข้ามาลงทุน

จากนั้นเรือนแถวไม้ของชาวบ้านหลายหลัง ได้แปรสภาพเป็นบ้านเรือนร้านรวงตกแต่งสีฉูดฉาดตามรสนิยมคนกรุง อาคารบ้านเรือนหลายแห่งแปรเปลี่ยนเป็นโฮมเสตย์ โรงแรม ที่พัก พร้อมกับราคาที่พักที่ถีบตัวสูงขึ้นตามต้นทุนและปัจจัยประกอบอื่นๆ อาคารไม้หลายหลังกลายเป็นร้านกาแฟ ร้านขายของที่ระลึก ที่ส่วนใหญ่แล้วดูเหมือนๆกันทั้งประเทศ เรือแจวพาชมหิ่งห้อยเปลี่ยนเป็นเรือเครื่องเพราะมีนักท่องเที่ยวมาเป็นจำนวนมาก เรือเครื่องจุคนได้มากกว่า สะดวกรวดเร็วกว่า และทำรอบได้ดีกว่า

เมื่อนักท่องเที่ยวมาก คนมาก หิ่งห้อยกลับยิ่งลดลง แถมซ้ำร้ายยังก่อให้เกิดความรำคาญกับชาวบ้านหลายๆคนที่อยู่ในเส้นทาง ถึงขนาดตัดรำคาญด้วยการฟันต้นลำพูทิ้งมันซะเลย เพื่อจะได้ไม่มีหิ่งห้อยให้คนมาดูรบกวนการพักผ่อนของพวกเขา เกิดเป็นรอยปริร้าวในชุมชนขึ้นมา

ทรรศนะอุจาด

ความเปลี่ยนแปลงของอัมพวา ไม่ได้เกิดเฉพาะทางกายภาพเท่านั้น แต่มันได้เกิดกับวิถีชุมชน และทำให้คนในเริ่มเปลี่ยนหน้ากลายเป็นคนนอก เพราะมีนายทุนจากต่างถิ่นก็ทยอยกันเข้ามา เพราะกลิ่นธุรกิจท่องเที่ยวที่อัมพวามันช่างหอมยั่วยวนนัก โดยหนึ่งในทุนต่างถิ่นที่เข้ามาในอัมพวาและเกิดเป็นข่าวโด่งดังเมื่อไม่นานมานี้ก็คือ “ชูชัย ชัยฤทธิเลิศ” นักธุรกิจเพชรชื่อดัง ที่ใช้เงินซื้อที่ริมน้ำพร้อมทำการรื้ออาคารเรือนไม้เก่า เพื่อสร้างโครงการ “ชูชัยบุรีศรีอัมพวา(รีสอร์ท แอนด์ สปา)”

“ชูชัยบุรีศรีอัมพวา” เป็นโรงแรมหรู 4 ดาว ที่จะแล้วเสร็จในอีกไม่นานนี้ ซึ่งสำหรับโครงการนี้เมื่อแรกก่อสร้างก็ตกเป็นข่าวบ้าง แต่ไม่เกิดเป็นกระแสฮอตฮิตเท่าหลังโครงการใกล้จะแล้วเสร็จ
ซึ่ง หากจะพูดกันในแง่กฎหมายแล้ว ชูชัยไม่ได้ทำผิดกฎหมาย โดยอดีตนายกเทศมนตรีตำบลอัมพวา นายพัชโรดม อุนสุวรรณ ได้ออกมาเปิดเผยผ่านสื่อมวลชนว่า เหตุที่เขาต้องให้อนุญาตในการอนุมัติโครงการเพราะผู้ร้องขอสร้างอาคารทำถูกต้องตามกฎระเบียบ เพราะกฎหมายเปิดช่องไว้

แต่เรื่องนี้ที่กลายเป็นประเด็นร้อนแรงขึ้นมา เพราะหนึ่ง โครงการนี้ได้รื้ออาคารเรือนไม้เก่าส่วนหนึ่งที่ถือเป็นอัตลักษณ์ของอัมพวาทิ้งไป ส่วนอีกเรื่องหนึ่งก็คือการสร้างอาคารที่มีรูปทรงหน้าตาประดักประเดิดดูผิดที่ผิดทาง ไม่กลมกลืนกับกลุ่มอาคารท้องถิ่นและไม่เข้ากับสภาพแวดล้อมขอชุมชนอัมพวา

สำหรับในประเด็นอาคารที่สร้างไม่กลมกลืนกับสภาพพื้นที่ สภาพแวดล้อม หลุดโดดดูผิดที่ผิดทาง ผิดกาลเทศะ ผิดถิ่นผิดฐานนั้น เพื่อนผมที่เป็นสถาปนิกมันบอกว่าในทางวิชาการเขาเรียกว่า “ทรรศนะอุจาด”
บ้านเรือนหลายหลังแปรสภาพเป็นร้านขายของสำหรับนักท่องเที่ยว

ทรรศนะอุจาด ศัพท์คำนี้ ท่านอาจารย์ แสงอรุณ รัตกสิกร ได้เขียนไว้ในบทความ “ทรรศนะอุจาด” ในหนังสือ “ตึก ต้นไม้ และแสงอรุณ โลกทัศน์ของสถาปนิก” ว่า

…มลภาวะทางสายตา ซึ่งตรงกับคำศัพท์อังกฤษว่า Visual Pollution เป็นคำที่บัญญัติขึ้นใหม่เพื่อให้ทันต่อเหตุการณ์ซึ่งเกิดขึ้นในบ้านเมืองเรา ซึ่งมีสภาพทรุดโทรมในความงามของบ้านเมืองและสภาพธรรมชาติแวดล้อม คำนี้อาจจะยาวยืดยาด จึงขอใช้ศัพท์ของตัวเองว่า ทรรศนะอุจาด… (ตัวสะกดอ้างอิงจากหนังสือเล่มเดียวกันนี้)

ในบทความนี้ อ.แสงอรุณ ยังได้พูดถึงเรื่องทรรศนะอุจาดที่เกิดขึ้นในเมืองเชียงใหม่อย่างถึงกึ๋น (ใครสนใจคงต้องไปเสาะหาหนังสือเล่มนี้ตามห้องสมุดใหญ่ๆมาอ่านเอาเอง)

หนังสือเล่มนี้พิมพ์ครั้งแรกตั้งแต่เดือน มกราคม ปี พ.ศ. 2530 มาวันนี้เรื่องราวทรรศนะอุจาดในบ้านเราที่ อ.แสงอรุณ ทักท้วงมากว่า 25 ปี หาได้ดีขึ้นไม่ หากมีแต่จะดูแย่ลงไปเรื่อยๆ

เคารพท้องถิ่น

เรื่องทรรศนะอุจาดของโครงการชูชัยบุรีฯที่เกิดขึ้นในอัมพวานั้น ก่อให้เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์ ในเรื่องการเคารพในท้องถิ่นตามมา โดย อ.สุวิทย์ วงศ์รุจิราวาณิชย์ แสดงทัศนะ(บางตอน)ไว้ในบทความ “อัตลักษณ์ท้องถิ่น ภูมิปัญญาที่นักออกแบบไม่ควรมองข้าม” ที่ลงใน นสพ. กรุงเทพธุรกิจ ฉบับวันที่ 10 ก.ย. 55 ว่า

…นักสร้างสรรค์มักจะหลงลืม การศึกษาถึงรูปแบบอัตลักษณ์ที่นักออกแบบกำลังทำงานอยู่ ถามว่า “ทำไมต้องสนใจในอัตลักษณ์” คำตอบง่ายๆก็คือ อัตลักษณ์คือสิ่งที่สะท้อนถึงวัฒนธรรม และรากเหง้าของสิ่งที่ตนเองทำงานอยู่…ถ้าเราออกแบบงานสถาปัตยกรรม สิ่งสำคัญก็คือ เราจะต้องศึกษาถึงภูมิประเทศ รูปแบบอาคาร รูปแบบวิถีชีวิตของชุมชน ฯลฯ ที่เกี่ยวข้องกับพื้นที่ก่อสร้างอาคารด้วย เพื่อเป็นข้อมูลในการออกแบบพัฒนารูปแบบของอาคารให้สอดคล้องกับอัตลักษณ์ของชุมชนนั้นๆ…
ด้าน สุรจิต ชิรเวทย์ สมาชิกวุฒิสภาจังหวัดสมุทรสงคราม ได้ให้ความเห็นไว้ในบทความ “พัฒนาเมืองอัมพวา ส.ว.ให้เคารพท้องถิ่น” (นสพ.ไทยรัฐ-10 ก.ย. 55) ว่า…

…การพัฒนาแม่กลอง อยากให้คนแม่กลองมีส่วนร่วม มีส่วนดูแลบ้านเมืองของตัวเอง เราไม่ได้ต้องการตัดสินถูกผิดอะไร แต่อยากให้ชาวบ้านรู้สึกว่าเป็นธุระของเราทุกคน เราต้องช่วยกันดูแลบ้านเมือง

สำหรับคนที่เข้ามาลงทุนในแม่กลอง ผมอยากให้ศึกษาความเป็นพื้นถิ่นให้ดี ให้เคารพต่อภูมิปัญญาของคนแม่กลอง ว่ามีตัวตนที่แท้จริงอย่างไร เพื่อจะได้อยู่ให้สอดคล้องกัน เมืองเราเป็นเมืองสันโดษ สมถะ เรารักษาตัวตนมาได้ช้านาน เมื่อเข้ามาทำอะไรก็อยากให้มีความเคารพยำเกรง…

ขณะที่ ธีรภาพ โลหิตกุล ช่างภาพและนักเขียนสารคดี หนึ่งในผู้มีบทบาทสำคัญในปรากฏการณ์อัมพวา ได้ให้ทัศนะต่อเรื่องนี้ไว้ในเฟซบุ๊คของเขาสรุปความว่า คุณค่าแห่งอัตลักษณ์หรือสัญลักษณ์ทางวัฒนธรรมท้องถิ่นต้องได้รับการคุ้มครอง,การพัฒนาสู่ความทันสมัยต้องไม่ทิ้งรากเหง้าที่งดงามแต่เก่าก่อน,กฎหมายผังเมืองต้องคุ้มครองพื้นที่อนุรักษ์ทางวัฒนธรรมอย่างจริงจัง และเมื่อรวยแล้วต้องมีสำนึกทางวัฒนธรรมด้วย

นอกจากนี้ธีรภาพยังให้เขียนไว้ในคอลัมน์ท่องไปกับใจตน ตอน “เหตุเกิดอัมพวา ถวิลหาอินเล”(นสพ.คมชัดลึก- 9 ก.ย. 55) ว่า

…ไม่มีใคร “แช่แข็ง” อัมพวาไว้ได้ อัมพวาต้องเปลี่ยนไป แต่จะเปลี่ยนอย่างไรโดยไม่ไร้ราก การรณรงค์ไม่ให้รื้อเรือนแถวไม้ชายน้ำ 12 หลัง ที่อยู่ใกล้โรงแรมหรูห้าดาว มิได้หมายถึงการปล่อยให้มันอยู่อย่างโทรมๆ เหมือนแต่ก่อน หากแต่เป็นสัญลักษณ์ว่า เราไม่เห็นด้วยกับการพัฒนาอัมพวาไปในทิศทางนั้น อันเป็นทิศทางแห่งการทำลายอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมของท้องถิ่นอัมพวาอย่างเห็นได้ชัด ทั้งๆ ที่แบบอย่างการอนุรักษ์และพัฒนาชุมชนวัฒนธรรมเก่าแก่ มีให้ศึกษาเรียนรู้มากมาย ใกล้ที่สุด คือ แนวทางการอนุรักษ์และพัฒนาอัมพวาของ “โครงการอัมพวาชัยพัฒนานุรักษ์” ที่ได้รางวัลชมเชยด้านการอนุรักษ์มรดกทางวัฒนธรรมในภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิก จากองค์การยูเนสโก ปี 2551 อีกทั้งแผนแม่บทตามแนวทางการควบคุมภูมิทัศน์สำหรับคลองอัมพวา ที่คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาฯ ทำไว้แล้วตั้งแต่ปี 2546 ก็มี อยู่ที่ว่า…ผู้ที่รักอัมพวาจนน้ำตาไหลจะสนใจไปศึกษาเรียนรู้หรือเปล่าเท่านั้น!

นี่คือทัศนะที่บอกกล่าวให้นักลงทุนทั้งหลายเคารพในท้องถิ่น ซึ่งสำหรับโครงการชูชัยบุรีฯนั้น หากนายชูชัยมีสำนึกรักในชุมชนอัมพวาจริงอย่างที่ให้สัมภาษณ์ไว้ในสื่อต่างๆจริง เขาสามารถผ่อนหนักเป็นเบาได้ด้วยการปรับแบบปรับหน้าตาภายนอกของอาคารให้ออกมาสอดคล้องสอดรับกับสภาพพื้นที่เท่าที่จะทำได้(แม้จะสามารถปรับหน้าตาได้ไม่มากก็ยังดีกว่าไม่ทำอะไรเลย)

ขณะที่โครงการลานศิวลึงค์นั้นก็คงต้องทบทวนกันใหม่ หากจะสร้างต่อก็คงต้องทำสำรวจความคิดเห็นจากชุมชน และเมื่อได้สร้างจริงก็ต้องทำออกมาให้ไม่แปลกแยกจากชุมชน และมีความสอดคล้องกลมกลืนกับสภาพพื้นที่มากที่สุด

เพราะนั่นจะเป็นบทพิสูจน์ว่านายชูชัยรัก มีเจตนาที่ดี และมีความจริงใจต่ออัมพวาจริง ไม่ใช่รักอัมพวาแค่เฉพาะการออกต่อหน้าสื่อเท่านั้น

บทเรียน

ในกรณีปรากฏการณ์อัมพวานั้น ไม่ใช่เรื่องใหม่สำหรับเมืองไทย หากแต่เป็นเรื่องเดิมที่เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่าในหลายๆเมืองที่พลิกวิถีเปลี่ยนจากเมืองอันสงบงามมาเป็นเมืองท่องเที่ยว

อันส่งผลให้เกิดความเปลี่ยนแปลงในหลายสิ่งหลายอย่างตามมา ซึ่งธีรภาพได้แสดงทัศนะในกรณีปรากฏการณ์อัมพวา ว่า

…เรื่องดำเนินมาไกลจนยากจะกลับไปที่จุดเริ่มต้น…หนทางที่เหลืออยู่คือแปรคราบน้ำตาให้เป็น “บทเรียน” ไว้เป็นภูมิคุ้มกัน ไม่ให้เกิด อัมพวา 2-3-4-5 ต่อๆไป…

ที่มา : http://www.manager.co.th/travel/ViewNews.aspx?NewsID=9550000112983&CommentReferID=21968983&CommentReferNo=4&

 

 

Google+