อัมพวา ตลาดน้ำอัมพวา และที่พักอัมพวา พร้อมด้วยนานาสาระมากมายกับ AmphawaGuide.com™
  • facebook

หลังจากที่คราวก่อนทาง Blog อัมพวาไกด์ได้นำข่าวเกี่ยวกับ โพงพางแม่กลองดิ้น ได้แค่ชะลอลมหายใจ ซึ่งเป็นหัวข้อข่าวที่น่าสนใจและน่าติดตาม วันนี้ ทาง Blog อัมพวาไกด์ก็ได้เห็นข่าวคราวความคืบหน้าของข้าวนี้จึงขอนำมาเสนอต่อครับ ซึ่งมีความคืบหน้าดังต่อไปนี้ครับ

โพงพางเมืองแม่กลองยังมีลุ้น จะอยู่หรือไปต้องรอ

หลังจากการชี้แจงของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับคณะอนุกรรมการด้านสิทธิชุมชนและฐานทรัพยากร ในวันที่ 16 ตุลาคม พ.ศ.2555

ผู้ประกอบอาชีพโพงพางจังหวัดสมุทรสงคราม หลังได้ชะลอการรื้อถอนจากเจ้าหน้าที่กรมประมงเมื่อวันที่ 26 กันยายนเป็นต้นมานั้น สืบมาเมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2555 ตัวแทนคณะอนุกรรมการด้านสิทธิชุมชนและฐานทรัพยากร และตัวแทนคณะกรรมาธิการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมวุฒิสภา ได้ลงสำรวจข้อเท็จจริงในพื้นที่ พร้อมทั้งได้เปิดเวทีสาธารณะ

ก่อนสิ้นสุดการแสดงความเห็น นพ.นิรันดร์ พิทักษ์วัชระ ประธานคณะอนุกรรมการด้านสิทธิชุมชนและฐานทรัพยากร ขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับโพงพาง พร้อมผู้ประกอบอาชีพเข้าชี้แจงต่อคณะอนุกรรมการด้านสิทธิฯ ในวันที่ 16 ตุลาคม เพื่อหาทางออกต่อไป

การลงพื้นที่สำรวจข้อเท็จจริงเริ่มต้นเมื่อเช้าวันที่ 1 ตุลาคม ขณะที่ชาวบ้านส่วนหนึ่งกำลังรอลุ้นตัวเลขจากกองสลากกินแบ่งรัฐบาล แต่ชาวโพงพางเมืองแม่กลองพากันมาลุ้นการมาเยือนของคณะกรรมาธิการและกรรมการสิทธิฯ บริเวณศาลาท่าน้ำวัดลาดเป้ง ต.นางตะเคียน อ.เมือง จ.สมุทรสงคราม

เมื่อ นพ.นิรันดร์ พิทักษ์วัชระ ประธานคณะอนุกรรมการด้านสิทธิชุมชนและฐานทรัพยากร เดินมาสมทบกับอาจารย์แมน ปุโรทกานนท์ ตัวแทนคณะกรรมาธิการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมวุฒิสภาที่เดินทางมารอก่อนแล้ว สีหน้าท่าทางของชาวโพงพางเปี่ยมไปด้วยความยินดี

คณะร่วมสำรวจมิเพียงชาวแม่กลองเท่านั้น หากยังเดินทางมาจาก จ.ฉะเชิงเทรา และ จ.เพชรบุรี และถิ่นใกล้เคียง เพราะต่างได้รับชะตากรรมรื้อถอนอันปวดร้าวไปตามๆกันมาแล้ว
คณะสำรวจลงเรือเวลาประมาณ 11.30 น. เริ่มจากคลองสุนัขหอน ท่าเรือหน้าวัดลาดเป้ง เรื่อยไปจนถึงปากคลองแม่กลองสุนัขหอน และจบลงที่วัดช่องลม อำเภอเมือง จังหวัดสมุทรสงคราม ระหว่างเส้นทางประมาณ 13 กม. พบเสาโพงพางในคลองสุนัขหอนประปราย

นางกานดา พาเจริญ หนึ่งในผู้ประกอบอาชีพโพงพาง บอกว่า ในคลองสุนัขหอนมีโพงพางไม่เกิน 20 ปาก เพราะคนรุ่นใหม่ไม่ค่อยทำกัน เหลือเพียงคนสูงวัยทำกัน รายได้แต่ละวันก็ไม่มาก เริ่มจากประมาณวันละ 200 เรื่อยไปจนถึงประมาณ 500 บาทเท่านั้น ทำให้คนรุ่นใหม่ไม่อยากสืบทอดต่อ

“อีกสาเหตุหนึ่งคือกุ้งลดลง กุ้งเหลือน้อยมาก เนื่องจากน้ำเสียจากโรงงานอุตสาหกรรมปล่อยลงมา อย่างเมื่อวันที่ 23 ธันวาคม พ.ศ.2553 น้ำในคลองสุนัขหอนแดงเป็นสีชา น้ำในคลองใช้ประโยชน์อย่างอื่นไม่ได้ นอกจากใช้เป็นเส้นทางคมนาคมอย่างเดียว” นางกานดากล่าว ท่ามกลางเสียงเรือเครื่องคำรามในคุ้งคลอง

มองไปสองฟากฝั่ง มีอาคารบ้านเรือน รีสอร์ตซ่อนตัวอยู่ในเรือกสวน บรรยากาศน่ารื่นรมย์ แต่ละบ้านต่างทำกำแพงกั้นดินถล่ม ทั้งชนิดเรียงหินเป็นแนว สร้างเป็นคอนกรีตเสริมเหล็ก และปักเสาปูนมั่นคงแข็งแรง รูปแบบบ้านมีทั้งทรงไทย และทรงสมัยใหม่

อาชีพที่ยังไหวเต้นอยู่ริมคลองคือตกกุ้ง ชาวบ้านเล่าว่า วันๆ ไม่ได้มากมายอะไร แค่พอนำมาประกอบอาหาร โอกาสที่จะได้ขายนั้นยาก เพราะกุ้งไม่ชุกชุมเหมือนเก่าก่อน ขณะมองคนตกกุ้งเพลินๆ คณะก็ต้องตะลึงกับประตูน้ำขนาดใหญ่ บริเวณใกล้กับวัดปากลัด หนึ่งในชาวบ้านเล่าว่า ประตูน้ำนี้แรกชาวบ้านเรียกร้องให้ทำเพื่อกั้นน้ำเค็มแต่เวลาผ่านไปเกือบ 20 ปี ถึงจะมาสร้าง

“ปัญหาน้ำเค็มหมดไปแล้วถึงสร้าง ใช้งบประมาณไป 196 ล้านบาท ไม่ได้ช่วยอะไรเลย นอกจากมาขวางทางน้ำ และทำลายวงจรสัตว์น้ำ”

เมื่อถามถึง 2 ประเด็นที่กรมประมงนำมา “เชือด” ชาวโพงพางคือ 1.ทำลายพันธุ์ปลาวัยอ่อน และ 2.กีดขวางทางสัญจรไปมา ในมุมของคนทำโพงพางมีคำอธิบายเรื่องเหล่านี้อย่างไร นายวิชัย สังข์ทอง อายุ 29 ปี บ้านเลขที่ 96/2 หมู่ที่ 5 บ้านนางตะเคียน ต.นางตะเคียน อ.เมือง บอกว่า สัตว์น้ำวัยอ่อนไม่ได้เดินกลางคลอง กุ้งวัยโตแล้วถึงจะเดินทาง

“ส่วนข้ออ้างเรื่องปลาเดินทางไปวางไข่ ปลาวางไข่ชายตลิ่งและปลาไม่เข้าโพงพางง่ายๆ แต่มันจะมาตอมปลายโพงพาง มันมาตอดกินกุ้ง โอกาสที่จะเข้าไปข้างในน้อยมาก ถ้าปลาจะเข้าโพงพางมากก็ต่อเมื่อมีคนเบื่อ อย่างนี้ละเข้าเยอะแน่” นายวิชัยยืนยัน

ประเด็นทำลายสัตว์น้ำ นอกจากโดนเบื่อในบางครั้งแล้ว ยังมีเรื่องน้ำเสียจากโรงงานอุตสาหกรรม นายนฤทธิ์ ประกอบทรัพย์ เจ้าของเรือรับจ้างทั่วไปในคลองสุนัขหอนบอกว่า พ้นเขตแม่กลองเข้าไปในเขตสมุทรสาครเพียง 2 กม.เท่านั้น น้ำจะเน่าเสีย ยิ่งเข้าใกล้กลุ่มโรงงานจะได้กลิ่นเหม็น

ส่วนประเด็นกล่าวหากีดขวางทางสัญจรไปมา นายวิชัยบอกว่า “เดี๋ยวนี้เขาใช้รถกันหมดแล้ว จะมีก็แต่เรือชาวบ้านลำเล็กๆ ไม่มีผลต่อการวางโพงพาง เรือวิ่งสบาย”

เข้าสู่เวทีสาธารณะที่วัดเขายี่สาร ต.ยี่สาร อ.อัมพวา มีชาวโพงพางจากเพชรบุรี ฉะเชิงเทรา และในพื้นที่เมืองแม่กลองเข้ามาฟังกว่า 200 คน อาจารย์แมน ตัวแทนคณะกรรมาธิการฯถาม นายอุทัย สิงห์โตทอง ประมงจังหวัด เรื่อง ขั้นตอนการรื้อถอน หนังสือขอให้สิทธิของประมงแม่กลอง และเรื่องการขอทำวิจัยที่นางกานดายืนยันว่าถ้าทำการวิจัยออกมาแล้วพบว่าโพงพางแม่กลองทำลายพันธุ์สัตว์วัยอ่อนมากมายจริงอย่างกรมประมงกล่าว ก็จะขอเลิกทำโพงพางอย่างไม่มีเงื่อนไข

ประมงจังหวัดบอกว่า เรื่องทำวิจัยนั้นยังไม่มีโครงการ การขอผ่อนผันที่ชาวบ้านร้องขอไปนั้น มีหนังสือออกมาแล้วว่า ไม่ให้ผ่อนผัน และบอกว่า “ผมต้องปฏิบัติตามมติ ครม.”

เมื่อประมงจังหวัดยืนยันดังนั้น นายสุรจิต ชิรเวทย์ ส.ว.สมุทรสงครามแสดงทรรศนะว่า เรื่องโพงพางคณะกรรมาธิการสิ่งแวดล้อมฯเคยทำมาตั้งแต่ชาวเพชรบุรีร้องเรียนแล้ว แม้มีมติออกมาก็ไม่ได้รับการปฏิบัติตาม หรือมีความคืบหน้าแต่อย่างใด พลางย้ำว่า เมื่อกรมประมงยืนยันใน พ.ร.บ.ปี 2490 แต่ชาวบ้านก็มีสิทธิตามรัฐธรรมนูญในปัจจุบัน ซึ่งถือเป็นกฎหมายแม่ และเป็นกฎหมายสูงสุด

นพ.นิรันดร์เห็นคล้อยตามกันว่า เมื่อ พ.ร.บ.ประมงปี พ.ศ.2490 กรมประมงนำมาใช้ แต่ชาวบ้านก็สามารถอ้างสิทธิตามรัฐธรรมนูญได้ การใช้กฎหมายต้องดูด้วยว่า คนเดือดร้อนหรือไม่ และการใช้กฎหมายต้องมองเรื่องสิทธิชุมชนด้วย ไม่อย่างนั้นอาจถูกฟ้องร้องได้

“เราต้องยึดกฎหมายแม่บท ไม่อย่างนั้นบ้านเมืองจะลุกเป็นไฟ เพราะฉะนั้นรัฐบาลเองก็ต้องทบทวนนโยบายเหมือนกัน”

พลางตั้งคำถามว่า “อวนลากอวนรุนการทำลายล้างเหมือนเอ็ม 79 แต่โพงพางเหมือนปืนแก๊ป ทำไมต้องให้เลิก ถ้าเอากฎหมายของท่านมาใช้แล้วไม่เอารัฐธรรมนูญไปประกอบ อย่างนั้นฉีกทิ้งเลยเอาไหม”

คำถามของ นพ.นิรันดร์ แม้จะแทนและแทงใจชาวบ้าน แต่เหนือกว่านั้นคือ หลังวันที่ 16 ตุลาคม ชะตากรรมของชาวโพงพางจะเป็นอย่างไร

ขอขอบพระคุณที่มาของข่าว :  http://www.thairath.co.th/column/pol/page1scoop/295588

Google+