อัมพวา ตลาดน้ำอัมพวา และที่พักอัมพวา พร้อมด้วยนานาสาระมากมายกับ AmphawaGuide.com™
  • facebook

ผมเชื่อว่า หลายๆคนก็ต้องรักบ้านเกิดของตน ช่วงเมื่อวานผมได้อ่านบทความหนึ่งแล้วค่อนข้างประทับใจ ซึ่งเป็นบทความที่มีชื่อว่า”ผืนดินแห่งรักคนแม่กลอง” โดยเนื้อหาเกี่ยวกับเรื่องนี้ก็คงหนีไม่พ้นเรื่องของการเปลี่ยนแปลงและการพัฒนาของแม่กลอง และอัมพวา โดยมีเนื้อหาที่น่าสนใจ ดังนี้ครับ

“แม่กลอง” วันนี้กับความเปลี่ยนแปลงในนามของ “การพัฒนา” เรียกร้องความร่วมมือจากคนแม่กลอง เพื่อรับมือความท้าทายใหม่ที่ก้าวเข้ามา

แม่กลอง” เป็นย่านทำประมงสำคัญมาตั้งแต่อดีต มีคนเชื้อสายจีนเข้ามาตั้งถิ่นฐานจนกลายเป็นชุมชนใหญ่เรียกว่า “เมืองแม่กลอง” มาตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยาตอนต้น จนกลายเป็นย่านการค้าขายของทะเลแห้ง มีเส้นทางติดต่อผ่านคลองสุนัขหอนตัดเข้าคลองมหาชัยทางธนบุรี รวมทั้งตัดเข้าแม่น้ำเจ้าพระยาได้

แม่กลองเป็นพื้นที่อุดมสมบูรณ์ เนื่องจากมีตะกอนดินจากลุ่มน้ำตอนบนมาสะสม จนทำให้พื้นที่มีธาตุอาหารสูง ทั้งในบริเวณที่เป็นน้ำกร่อยและน้ำจืด ขณะที่พื้นที่ย่านสวนมีการไหลเวียนของน้ำที่ขึ้นลง เหมาะแก่การทำสวนยกร่อง ทำให้ถูกบุกเบิกกลายเป็นหนึ่งในย่านเรือกสวนสำคัญบนพื้นที่สามเหลี่ยมปากแม่น้ำเจ้าพระยา ตั้งแต่สวนแถบอัมพวาที่ต่อเนื่องไปถึงย่านบางคนที ในเอกสารและชื่อเรียกเดิมแต่โบราณเรียกย่านนี้ว่า “บางช้าง” และ “บางช้างสวนนอก” เข้าคู่กับ “บางกอกสวนใน”

กระทั่งเปลี่ยนสู่ “จังหวัดสมุทรสงคราม” ยังคงมีประชากรไม่มากนัก และคงความเป็นเรือกสวนตามธรรมชาติได้มากกว่าพื้นที่อื่น ก่อนจะถูกแปลงสภาพแวดล้อมกลายเป็นบ้านเรือนและเมืองในเวลาต่อมา จนกระทั่งในระยะเวลาราวสิบปีที่ผ่านมา พื้นที่จังหวัดสมุทรสงครามเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ผลกระทบจากพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ ทำให้เกิดผลกระทบต่อพื้นที่เรือกสวนและระบบนิเวศแบบผสมผสานที่เปลี่ยนไป

ขณะที่ความนิยมทางการท่องเที่ยวในพื้นที่แม่กลอง ก็เปลี่ยนไปจากการท่องเที่ยวทางนิเวศวัฒนธรรมไปสู่การท่องเที่ยวเชิงปริมาณมากขึ้น ทุนต่างถิ่นที่เข้ามาพร้อมกระแสการท่องเที่ยว ทำให้เกิดการเปลี่ยนมือถือครองที่ดินไปสู่คนนอก “ตลาดอัมพวา” ตลาดน้ำยามเช้าตรู่ตามวิถีเดิมของชาวบ้านตั้งแต่เมื่อ 50-60 ปีก่อน กลายเป็นตลาดน้ำยามเย็นจนถึงค่ำ เพื่อตอบสนองนักท่องเที่ยวที่เข้ามาในวันหยุดราชการ โดยเฉพาะกระแสการนั่งเรือชมหิ่งห้อยกลายเป็นสิ่งดึงดูดนักท่องเที่ยวต่างถิ่นที่ประมาณกันว่า มีจำนวนราว 5 แสนคนต่อปี*

วิถีชีวิตที่มั่งคั่งในความเรียบง่ายของแม่กลองกำลังเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว…รวดเร็วเกินไป

อดีตอันมั่งคั่งแของ”แม่กลอง

แม้จะถือกำเนิดเกิดกายที่เมืองสุพรรณ แต่ย้ายมาปักหลักอยู่ที่แม่กลองตั้งแต่ 9 ขวบจนถึงวัย 62 ปีในวันนี้ สุรจิต ชิรเวทย์ สมาชิกวุฒิสภาจังหวัดสมุทรสงคราม นับตัวเองเป็น “คนแม่กลอง” เต็มขั้น เช่นเดียวกับที่รับบทบาทแกนนำจัดตั้ง “ประชาคมคนรักแม่กลอง”

สว.แม่กลองอธิบายว่า แม่กลองเป็นเมือง 3 น้ำ คือน้ำจืด น้ำกร่อย และน้ำเค็ม ถ้าไล่เรียงการใช้พื้นที่ตั้งแต่ชายทะเลเข้ามาหาฝั่งจะเป็นพื้นที่ปลูกป่าโกงกาง เพื่อเผาถ่าน หากินทางทะเล ทำประมงพื้นบ้านชายฝั่ง ถัดจากแนวนั้นไปก็จะนาเกลือ ซึ่งเป็นส่วนประกอบสำคัญของภูมิปัญญาในวัฒนธรรมอาหาร เพราะไม่ว่าจะเป็นการดองผักดองปลา ทำปลาเค็มน้ำปลากะปิต้องใช้เกลือสมุทรเท่านั้น

ถัดจากแนวน้ำเค็มมาก็เป็นแนวน้ำกร่อย คือ พื้นที่ทำสวนมะพร้าว ถัดจากแนวสวนมะพร้าวไป ก็จะเป็นผลไม้ที่อยู่น้ำกร่อยได้คือ ส้มโอ ถัดจากแนวนี้ไปอีกก็จะเป็นบ่อปลา นาข้าว สวนผัก และ “สวนเตียน” ปลูกพริก หอม กระเทียม ใบยาจืด สวนผลไม้ไม่ว่าจะเป็นมังคุด มะไฟ ลำไย ลิ้นจี่ ทุเรียน ชมพู่มะเหมี่ยม ชมพู่สาแหรก ฯลฯ สวนผสมและวิถีการยังชีพที่พึ่งพิงธรรมชาติคือส่วนผสมของความยั่งยืนและมั่นคง

” สมัยผมเด็กๆ ประมาณ 11 โมงเช้า เรานั่งเรือไปนี่จะหอมทั้งเมือง เพราะทำน้ำตาลมะพร้าวทุกบ้าน เป็นอาชีพที่สุดแสนจะมั่นคงเลย เพราะผลผลิตมันแน่นอนและได้ทุกวัน ปีนึงทำได้ 8-9 เดือน แต่ก่อนเราจะเรียนแค่จบการศึกษาภาคบังคับคือป.6-ป.7 แล้วก็จะออกมาทำสวนกัน ทำสวนคุณมีที่ประมาณ 3 ไร่หรือ 3 ไร่ครึ่ง ปลูกมะพร้าวได้ 70-80 ต้นต่อสวน ซึ่งจะพอดีกับแรงงานในครอบครัว แต่ละวันจะได้น้ำตาลใส 8 ปี๊บ เคี่ยวเป็นน้ำตาลแห้งได้ 1 ปี๊บ…”

…ราวๆ ปีพ.ศ.2517 – 2521 สมัยนั้นผมจบปริญญาตรีได้เงินเดือน 1,340 บาท มาทำงานธนาคารได้ 1,745 บาทบวกเงินช่วยครองชีพ 300 ก็คือสองพันกว่าบาท แต่ชาวสวนจบป.7 ขายน้ำตาลได้ปี๊บละ 150 บาท ทุกวันได้เงินวันละ 150 บาทก็คือเดือนละ 4,500 บาท คิดดูสิมันแสนจะมั่นคง ผมทำแบงค์กรุงไทยที่แม่กลองเป็นสาขาที่เล็กที่สุดในประเทศไทย แต่เป็นสาขาที่มีเงินฝากครบพันล้านบาทเป็นสาขาที่สองในย่านนี้ นี่คือความมั่งคั่งที่แท้จริงของสมุทรสงคราม ข้างบนเป็นสวน ข้างล่างเป็นนาเกลือ นากุ้ง ประมงพื้นบ้าน ประมงพาณิชย์ เป็นเมืองที่มั่งคั่งจนเป็นเมืองที่เสียภาษีต่อหัวเป็นอันดับสองของประเทศรองจากกทม. ณ ตอนนั้น” สว.สมุทรปราการ ย้อนอดีตอันมั่งคั่งของแม่กลอง

ในนามของ “การพัฒนา”

ปัญหาที่เกิดขึ้นกับแม่กลองเริ่มจาก “การพัฒนา” ที่หนีห่างจากวิถีชีวิตที่มั่งคั่งในความพอเพียง สุรจิต มองว่า การสร้างเขื่อนศรีนครินทร์คือจุดเปลี่ยนแรก

“ตอนสร้างเขื่อนศรีนครินทร์ ซึ่งมีอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ที่สุดในประเทศไทยนะ ต้องเก็บน้ำเข้าอ่างอยู่ 3 ปี สวนมะพร้าวแช่น้ำเค็ม 3 ปียืนก็ยืนต้นตาย ตรงนี้เป็นจุดเปลี่ยนวิธีคิดทางวัฒนธรรมของคนแม่กลองเลย เพราะการเป็นชาวสวนกลายเป็นอาชีพที่ไม่มั่นคง พอไม่มั่นคงก็เลยต้องส่งลูกเรียนสูงๆ วิถีการทำมาหากินเปลี่ยนไป แถมพอเรียนสูงความสมถะ ความอดทนก็น้อยลง”

จุดเปลี่ยนครั้งที่สอง คือเมื่อเกิด “ตลาดน้ำยามเย็น” เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยว มีการใช้พื้นที่ถนนมาจัดสรรเป็นร้านค้า เอาทางเดินเท้ามาวางของขาย แบบไร้ระบบโดยไม่มีกติกาสังคมรองรับ กระแสเงินไหลแรงปั่นราคาค่าเช่าที่ดินและร้านรวงสูงขึ้นจากเดือนละ 8,000 บาท กลายเป็น 10,000 – 20,000 บาทต่อเดือนแลกกับการค้าขายช่วงสุดสัปดาห์ 3 วัน สุดท้ายคนในถิ่นก็ถูกเบียดออก หลีกทางให้กับ “คนนอก” ที่ทุนหนากว่ามาใช้พื้นที่

 หมายเหตุ : ข้อมูลบางส่วนจากการเสวนา “คนค่อนศตวรรษ : แม่กลองวิวัฒน์หรือท้องถิ่นวิบัติ” ที่วัดเกตการาม จังหวัดสมุทรสงคราม จัดโดยมูลนิธิเล็ก-ประไพ วิริยะพันธุ์
* ข้อมูลจากมูลนิธิเล็ก-ประไพ วิริยะพันธุ์

 ขอขอบพระคุณที่มาของบทความ : http://www.bangkokbiznews.com/home/detail/life-style/lifestyle/20121010/473557/ผืนดินแห่งรักคนแม่กลอง.html

 

Google+